วันจันทร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2554

บทที่ 1 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับอินเทอร์เน็ต

  •  ความหมายของอินเทอร์เน็ต
         อินเทอร์เน็ต ( Internet ) คือ เครือข่ายของคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ทั่วโลกเข้าด้วยกัน โดยอาศัยเครือข่ายโทรคมนาคมเป็นตัวเชื่อมเครือข่าย ภายใต้มาตรฐานการเชื่อมโยงด้วยโปรโตคอลเดียวกันคือ TCP/IP (Transmission Control Protocol / Internet Protocol) เพื่อให้คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องในอินเทอร์เน็ตสามารถสื่อสารระหว่างกันได้ นับว่าเป็นเครือข่ายที่กว้างขวางที่สุดในปัจจุบัน เนื่องจากมีผู้นิยมใช้ โปรโตคอลอินเทอร์เน็ตจากทั่วโลกมากที่สุด
     อินเทอร์เน็ตจึงมีรูปแบบคล้ายกับเครือข่ายคอมพิวเตอร์ระบบ WAN แต่มีโครงสร้างการทำงานที่แตกต่างกันมากพอสมควร   เนื่องจากระบบ WAN เป็นเครือข่ายที่ถูกสร้างโดยองค์กรๆ เดียวหรือกลุ่มองค์กร เพื่อวัตถุประสงค์ด้านใดด้านหนึ่ง และมีผู้ดูแลระบบที่รับผิดชอบแน่นอน แต่อินเทอร์เน็ตจะเป็นการเชื่อมโยงกันระหว่างคอมพิวเตอร์นับล้านๆ เครื่องแบบไม่ถาวรขึ้นอยู่กับเวลานั้นๆ ว่าใครต้องการเข้าสู่ระบบอินเทอร์เน็ตบ้าง ใครจะติดต่อสื่อสารกับใครก็ได้ จึงทำให้ระบบอินเทอร์เน็ตไม่มีผู้ใดรับผิดชอบหรือดูแลทั้งระบบ
  • ความเป็นมาของอินเทอร์เน็ต
       อินเตอร์เน็ต มีพัฒนาการมาจาก อาร์พาเน็ต (Arp Anet เรียกสั้น ๆ ว่า อาร์พา) ที่ตั้งขึ้นในปี 2512 เป็นเครือข่ายคอมพิวเคอร์ของกระทรวงกลาโหม สหรัฐอเมริกา ที่ใช้ในงานวิจัยด้านทหาร (ARP : Advanced Research Project Agency)
มาถึงปี 2515 หลังจากที่เครือข่ายทดลองอาร์พาประสบความสำเร็จอย่างสูง และได้มีการปรับปรุงหน่วยงานจากอาร์พามาเป็นดาร์พา (Defense Advanced Research Project Agency: DARPA) และในที่สุดปี 2518 อาร์พาเน็ตก็ขึ้นตรงกับหน่วยการสื่อสารของกองทัพ (Defense Communication Agency)
ในปี 2526 อาร์พาเน็ตก็ได้แบ่งเป็น 2 เครือข่ายด้านงานวิจัย ใช้ชื่ออาร์พาเน็ตเหมือนเดิม ส่วนเครือข่ายของกองทัพใช้ชื่อว่า มิลเน็ต (MILNET : Millitary Network) ซึ่งมีการเชื่อมต่อโดยใช้ โพรโตคอล TCP/IP (Transmission Control Protocol/Internet) เป็นครั้งแรก
ในปี 2528 มูลนิธิวิทยาศาสตร์แห่งชาติของอเมริกา (NSF) ได้ ให้เงินทุนในการสร้างศูนย์ซูเปอร์คอมพิวเตอร์ 6 แห่ง และใช้ชื่อว่า NSFNETและพอมาถึงปี 2533 อาร์พารองรับภาระที่เป็นกระดูกสันหลัง (Backbone) ของระบบไม่ได้ จึงได้ยุติอาร์พาเน็ต และเปลี่ยนไปใช้ NSFNET และเครือข่ายขนาดมหึมา จนถึงทุกวันนี้ และเรียกเครือข่ายนี้ว่า อินเตอร์เน็ต โดยเครือข่ายส่วนใหญ่จะอยู่ในอเมริกา และปัจจุบันนี้มี เครือข่ายย่อยมากถึง 50,000 เครือข่ายทีเดียว และคาดว่า ภายในปี 2543 จะมีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตทั้งโลกประมาณ 100 ล้านคน หรือใกล้เคียงกับประชากรในโลกทั้งหมด
     สำหรับประเทศไทยนั้น อินเตอร์เน็ตเริ่มมีบทบาทอย่างมากในช่วงปี 2530-2535 โดยเริ่มจากการเป็นเครือข่ายในระบบคอมพิวเตอร์ระดับมหาวิทยาลัย (Campus Network) แล้วจึงเชื่อมต่อเข้าสู่อินเตอร์เน็ตอย่างสมบูรณ์เมื่อเดือนสิงหาคม 2535และ ในปี 2538 ก็มี การเปิดให้ บริการอินเตอร์เน็ตในเชิงพาณิชย์ (รายแรก คือ อินเตอร์เน็ตเคเอสซี) ซึ่งขณะนั้น เวิร์ลด์ไวด์เว็บกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในอเมริกา
อย่างไรก็ตาม อินเตอร์เน็ต บางครั้งก็มีการเรียกย่อเป็น เน็ต (Net) หรือ The Net ด้วยเช่นเดียวกัน อีกคำหนึ่งที่หมายถึงอินเตอร์เน็ตก็คือ เว็บ (Web) และ เวิร์ลด์ไวด์เว็บ (World – Wide Web) (จริง ๆ แล้ว เว็บเป็นเพียงบริการหนึ่งของอินเตอร์เน็ตเท่านั้น แต่บริการนี้ ถือว่าเป็นบริการที่มีผู้นิยมใช้มากที่สุด

  • อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย 
        อินเทอร์เน็ตในประเทศไทย อดีตถึงปัจจุบัน
            ปี พ.ศ. 2529 อาจารย์กาญจนา กาญจนสุต จากสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย (AIT) ร่วมกับ  อาจารย์โทโมโน ริ คิมูระ จากสถาบันเดียวกัน ร่วมสร้างเครือข่ายคอมพิวเตอร์ โดยอาศัย
          - โมเด็ม NEC ความเร็ว 2400 Baud
          - เครื่องคอมพิวเตอร์พีซี NEC
          - สายโทรศัพท์ทองแดง 
          โดยเครือข่ายที่ได้ วิ่งด้วยความเร็ว 1200 - 2400 Baud และมีเสียงดังมาก จากนั้นได้ปรับเปลี่ยนไปใช้บริการไทยแพค ของการสื่อสารแห่งประเทศไทย ซึ่งใช้เทคโนโลยี X.25 ผ่านการหมุนโทรศัพท์ไปยังศูนย์บริการของการสื่อสารแห่งประเทศไทย ทำการรับส่งอีเมล์กับมหาวิทยาลัยโตเกียว และมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น โดยใช้โปรแกรม UUCP ตลอดจนส่งอีเมล์ไปยังบริษัท UUNET ที่เวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา และนำมาใช้กับงานของอาจารย์ และงานสอนนักศึกษาในเวลาต่อไป นับได้ว่า อาจารย์กาญจนา กาญจนสุต เป็นบุคคลแรกที่เริ่มใช้จดหมายอิเล็กทรอนิกส์รายแรกของประเทศไทย
 หลังจากนั้นได้มีความร่วมมือระหว่างรัฐบาลออสเตรเลียภายใต้โครงการ The International Development Plan (IDP) ได้ให้ความช่วยเหลือกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย พัฒนาเครือข่ายคอมพิวเตอร์ไทยขึ้นมา ในปี พ.ศ. 2531 โดยให้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย มีหน้าที่เป็นศูนย์กลางของประเทศไทยในการเชื่อมโยงไปที่เครื่องแม่ข่าย ของมหาวิทยาลัยเมลเบิร์น และตั้งชื่อโครงการนี้ว่า TCSNet - Thai Computer Science Network โดยมีการติดต่อผ่านเครือข่ายวันละ 2 ครั้ง จ่ายค่าใช้จ่ายปีละ 4 หมื่นบาท และใช้ซอฟต์แวร์ SUNIII ซึ่งเป็นระบบปฏิบัติการ UNIX ประเภทหนึ่ง ที่แพร่หลายในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของออสเตรเลีย (Australian Computer Science Network - ACSNet)
       ผู้ใช้ในประเทศไทยยุคเริ่มแรกจนถึง ปัจจุบันใช้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านสายเป็นสำคัญ (Fixed Line Access) โดยเริ่มตั้งแต่ผ่านสายโทรศัพท์พื้นฐานพัฒนาเรื่อยมาจนเป็นใยแก้วนำแสงใน ปัจจุบัน
          Business Model บริการ อินเทอร์เน็ต ในอดีตประชาชนเข้าถึงโครงข่าย อินเทอร์เน็ต โดยการใช้คอมพิวเตอร์ต่อผ่านโทรศัพท์บ้าน โดยใช้โมเด็มเป็นอุปกรณ์โทรเรียกเข้าศูนย์ผู้ให้บริการ อินเทอร์เน็ต (Internet Service Provider: ISP) หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า Dial Up และคิดค่าบริการเป็นชั่วโมง
          การใช้ โมเด็ม โทรเรียกเข้าศูนย์บริการผ่านสายโทรศัพท์พื้นฐานดั้งเดิมจะมีอัตราการส่ง ข้อมูลที่ 28.8 kbps (28.8 กิโลบิตต่อวินาที) ซึ่งสาเหตุที่ทำความเร็วในการรับส่งข้อมูลได้เพียง 28 kbps นั้น เนื่องจากว่าสายโทรศัพท์พื้นฐานตามบ้านเดิม เป็นโครงข่ายที่ทำจากลวดทองแดง ซึ่งจากคุณสมบัติทางกายภาพ (Physical Property) ของลวดทองแดงนั้น สามารถอนุญาตให้สัญญาณทางไฟฟ้า ที่มีความถี่ไม่เกิน 28 กิโลเฮิร์ซ หรือ 28 กิโลบิตต่อวินาทีเท่านั้นผ่านไปได้ แต่ในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 เทคโนโลยีโมเด็มได้ถูกพัฒนาความเร็วข้อมูลเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าด้วย เทคโนโลยีการบีบอัดข้อมูล (Data Compression) สามารถส่งความเร็วได้สูงถึง 56 kbps และความหวังของผู้ใช้ อินเทอร์เน็ต หลายฝ่ายดูเหมือนจะจบลงด้วยข้อจำกัดอัตราการรับส่งข้อมูลเท่านั้นอยู่หลายปี อันเนื่องมาจากข้อจำกัดของโครงข่ายสายทองแดงเดิมที่มีอยู่ทั่วโลก
  
  • การประยุกต์ใช้อินเทอร์เน็ต 
      อินเตอร์เน็ตเป็นเครือข่ายที่เชื่อมโยงทั่วโลกจึงมีผู้ใช้จำนวนมากเพราะการเชื่อมโยงของอินเตอร์ทำให้โลกไร้พรหมแดน ข้อมูลข่าวสารจะติดต่อถึงกันอย่างรวดเร็วได้มีการประยุกต์ใช้อินเตอร์เน็ตกับงานอื่น ๆ ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาใหม่ตลอดเวลา
              1.  Electronic  mail  หรือ  E-mail  เป็นการส่งข้อความติดต่อกันระหว่างบุคคลหรือกลุ่มบุคคล  ที่มีลักษณะคล้าย ๆ กับการส่งจดหมายถึงกันแต่ปัจจุบันการส่งไปรษณีย์อิเลคทรอนิกส์จะส่งเป็นรูปของตัวเลขหรือระบบดิจิตอล   จึงสามารถส่งรูป
ภาพ
  เสียง  และภาพเคลื่อนไหวได้ด้วย
              2.  File  Transfer  Protocol    หรือ    FTP  เป็นการโอนย้ายแฟ้มข้อมูลระหว่างกัน ผู้ใช้สามารถรับส่งแฟ้มข้อมูลระหว่างสถานีและนำไปใช้ประโยชน์ได้     เช่น   โปรแกรมcuteFTP   โปรแกรม  wsFTP  เป็นต้น
              3.  Telnet  การเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เข้ากับเครือข่าย ทำให้ติดต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ที่เป็นสถานีบริการที่อยู่ห่างไกลได้ถ้าสถานีบริการนั้นยินยอม  เช่น การส่งโปรแกรมหรือข้อมูลไปประมวลผลยังเครื่องคอมพิวเตอร์ที่อยู่ต่างประเทศผ่านทางระบบเครือข่ายโดยไม่ต้องเดินทางไปเอง
              4.  Search  engine ปัจจุบันมีฐานข้อมูลข่าวสารที่เก็บไว้ให้งานจำนวนมาก  ฐานข้อมูลแต่ละอย่างอาจจะเก็บในรูปแบบต่าง ๆ เช่น เป็นสิ่งพิมพ์  รูปภาพ  ผู้ใช้สามารถเรียกอ่าน หรือนำมาพิมพ์  ฐานข้อมูลเป็นเหมือนห้องสมุดขนาดใหญ่อยู่ภายในเครือข่ายที่สามารถค้นหาได้ ฐานข้อมูลในลักษณะนี้เรียกว่า World  Wide  Web  หรือ  www  ซึ่งเป็นฐานข้อมูลที่เชื่อมโยงทั่วโลก
               5. USENET   การอ่านจากกลุ่มข่าวในอินเตอร์เน็ตจะมีกลุ่มข่าวเป็นกลุ่ม ๆ  แยกตามความสนใจ    ซึ่งสามารถส่งข้อความไปได้และผู้ใช้สามารถเขียนโต้ตอบได้
               6.  Chat   การสนทนาบนเครือข่าย   เมื่อ อินเตอร์เน็ตเชื่อมต่อกันทั่วโลกผู้ใช้จึงสามารถใช้เครือข่ายเป็นตัวกลางใน การติดต่อสนทนากันได้โดยการสนทนากันด้วยตัวหนังสือผ่านทางจอภาพ     ปัจจุบันพัฒนาก้าวหน้าที่มองเห็นหน้ากันด้วย
               7.  การบริการสถานีวิทยุและโทรทัศน์บนเครือข่าย  เป็นการประยุกต์ที่ก้าวหน้ามากขึ้น  มีผู้ตั้งสถานีวิทยุบนเครือข่ายอินเตอร์หลายร้อยสถานี   และยังมีการส่งกระจายภาพวีดิทัศน์บนเครือข่ายได้ด้วย แต่ยังส่งข้อมูลจำนวนมากไม่ได้
               8.  การบริการบนอินเตอร์เน็ต  ปัจจุบันมีมากมายเช่น  การเผยแพร่ข่าวสาร  ความรู้  การซื้อขายสินค้าการทำธุรกิจอิเลคทรอนิกส์  การช่วยสอน และอื่น ๆ ที่ผู้ใช้โต้ตอบได้

  • ประโยชน์และโทาของอินเทอร์เน็ต 
        ประโยชน์ของอินเทอร์เน็ต(ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ : NECTEC) ได้กล่าวถึงประโยชน์ของเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ดังนี้
  1. สามารถใช้เป็นแหล่งค้นคว้าหาข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลทางวิชาการ ข้อมูลด้านการบันเทิง ด้านการแพทย์และอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
  2. ระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตจะทำหน้าที่เสมือนเป็นห้องสมุดขนาดใหญ่
  3. นัก ศึกษาในมหาวิทยาลัย สามารถใช้อินเทอร์เน็ต ติดต่อกับมหาวิทยาลัยอื่นๆ เพื่อค้นหาข้อมูลที่กำลังศึกษาอยู่ได้ ทั้งที่ข้อมูลเป็นข้อความ เสียง ภาพเคลื่อนไหวต่าง ๆ เป็นต้นค้นหาข้อมูลต่าง ๆ เพื่อช่วยในการตัดสินใจทางธุรกิจ
  4. สามารถซื้อขายสินค้าผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต
  5. ผู้ ใช้ที่เป็นบริษัทหรือองค์กรต่างๆก็สามารถเปิดให้บริการและสนับสนุนลูกค้าของ ตนผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ เช่น การให้คำแนะนำ สอบถามปัญหาต่างๆ ให้แก่ลูกค้า แจกจ่ายตัวโปรแกรมทดลองใช้ (Shareware) หรือโปรแกรมแจกฟรี (Freeware) เป็นต้น
  6. การพักผ่อนหย่อนใจ สันทนาการ เช่น การค้นหาวารสารต่างๆ ผ่านระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่เรียกว่า Magazine Online รวมทั้งหนังสือพิมพ์และข่าวสารอื่นๆ โดยมีภาพประกอบที่จอคอมพิวเตอร์เหมือนกับวารสาร ตามร้านหนังสือทั่วๆ ไป
  7. สามารถฟังวิทยุผ่านระบบอินเทอร์เน็ตได้
  8. สามารถดึงข้อมูล (Download) ภาพยนตร์ตัวอย่างทั้งภาพยนตร์ให่และเก่ามาดูได้ 
     โทษของอินเทอร์เน็ต
     โรคติดอินเทอร์เน็ต (Webaholic)อาการของโรคติดอินเทอร์เน็ต มีดังนี้

  1. รู้สึกหมกหมุ่นกับอินเทอร์เน็ต แม้ในเวลาที่ไม่ได้ต่อกับอินเทอร์เน็ต
  2. มีความต้องการใช้อินเทอร์เน็ตเป็นเวลานานขึ้น
  3. ไม่สามารถควบคุมการใช้อินเทอร์เน็ตได้
  4. รู้สึกหงุดหงิดเมื่อต้องใช้อินเทอร์เน็ตน้อยลงหรือหยุดใช้
  5. ใช้อินเทอร์เน็ตเป็นวิธีในการหลีกเลี่ยงปัญหาหรือคิดว่าการใช้อินเทอร์เน็ตทำให้ตนเองรู้สึกดีขึ้น
  6. หลอกคนในครอบครัวหรือเพื่อน เรื่องการใช้อินเทอร์เน้ตของตัวเอง
  7. การใช้อินเทอร์เน็ตทำให้เกิดความเสี่ยงต่อการสูญเสียงาน การเรียนและความสัมพันธ์ยังใช้อินเทอร์เน็ตถึงแม้ว่าต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก
  8. มีอาการผิดปกติ อย่างเช่น หดหู่ กระวนกระวายเมื่อเลิกใช้อินเทอร์เน็ต
  9. ใช้เวลาในการใช้อินเทอร์เน็ตนานกว่าที่ตัวเองตั้งใจไว้
  • บัญญัติ 10 ประการของการใช้อินเตอน์เน็ต
            
 บัญญัติ 10 ประการ ของการใช้อินเตอร์เน็ต
  1. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์ทำร้าย หรือ ละเมิดผู้อื่น
  2. ต้องไม่รบกวนการทำงานของผูอื่น
  3. ต้องไม่สอดแนม แก้ไข หรือ เปิดดูแฟ้มข้อมูลของผูอื่น
  4. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อการโจรกรรมข้อมูลข่าวสาร
  5. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์สร้างหลักฐานที่เป็นเท็จ
  6. ต้องไม่คัดลอกโปรแกรมของผู้อื่นที่มีลิขสิทธิ์
  7. ต้องไม่ละเมิดการใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์ โดยที่ตนเองไม่มีสิทธิ์
  8. ต้องไม่นำเอาผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตน
  9. ต้องคำนึงถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับสังคม ที่เกิดจากการกระทำของท่าน
  10. ต้องใช้คอมพิวเตอร์โดยเคารพกฎระเบียบ กติกา และมีมารยาท
  • หน่วยงานที่มีบทบาทในอินเทอร์เน็ตของประเทศไทย
        หน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในอินเทอร์เน็ตของประเทศไทย  ISP คงเป็นหน่วยงานแรกที่หลายๆ คนคงคิดถึงเมื่อนึกถึงหัวข้อนี้ รองลงไปก็คงเป็นเนคเทค ซึ่งก็ถือว่าเป็น
  หน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญต่อเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของประเทศไทย แต่ก็ยังมีหน่วยงานอื่นอีกหลายหน่วย
  ดังนี้*การสื่อสารแห่งประเทศไทย ในฐานะผู้ผูกขาดบริการวงจรสื่อสารระหว่างประเทศ ผู้ให้ใบอนุญาต
  และถอดถอน สิทธิ  การให้บริการของ ISP รวมทั้งเป็นหุ้นส่วนของ ISP ทุกราย (32%) รวมทั้งเป็นผู้ให้
  บริการจุดแลกเปลี่ยนสัญญาณภายในประเทศ
  *ISP - Internet Service Providers หรือผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตเชิงพาณิชย์ทั้ง 17 ราย
  (พ.ย. 2545) ในฐานะผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตแก่บุคคลและองค์กรต่างๆ
  *ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตแบบไม่หวังกำไร เช่น SchoolNet ที่ให้บริการโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศ,
  ThaiSarn  ผู้ให้บริการเชิงวิจัยสำหรับสถานศึกษา, UniNet เครือข่ายของทบวงมหาวิทยาลัย,
  EdNet เครือข่ายของกระทวงศึกษาธิการ และ GINet เครือข่ายรัฐบาล*THNIC ในฐานะผู้ให้บริการ
  จดทะเบียนชื่อโดเมนสัญชาติไทย (.th) และผู้ดูและบบบริการสอบถามชื่อโดเมนสัญชาติไทย ซึ่งเป็นหน่วยงาน
  ภายใต้การดูแลของ AIT
  *NECTEC หรือศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ ในฐานหน่วยงานวิจัย ค้นคว้า
  และพัฒนา เทคโนโลยี   
  • แนวโน้มการใช้อินเทอร์เน็ต
        นายวิบูลย์ทัต สุทันธนกิตติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานสถิติแห่งชาติ หรือ สสช. กล่าวว่า ผลการสำรวจการมีการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในครัวเรือน ปี 2553 พบว่า มีจำนวนประชากรอายุ 6 ปีขึ้นไปทั้งสิ้นประมาณ 61.9 ล้านคน  ซึ่งในจำนวนนี้มีผู้ใช้คอมพิวเตอร์ 19.1 ล้านคน หรือ 30.9%  ผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 13.8 ล้านคน หรือ 22.4% และผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ 38.2 ล้านคน หรือ 61.8% เมื่อพิจารณาระหว่างเขตการปกครอง ในเขตเทศบาลมีสัดส่วนผู้ใช้คอมพิวเตอร์ 43.4% ผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 35.1% และผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ 72.2% โดยมีสัดส่วนการใช้สูงกว่านอกเขตเทศบาล คือมีผู้ใช้คอมพิวเตอร์ 25.2% ผู้ใช้อินเทอร์เน็ต 16.5% และผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ 57%

ทั้งนี้ คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต และโทรศัพท์มือถือคนใช้งานเพิ่มขึ้น เมื่อเปรียบเทียบการใช้คอมพิวเตอร์ อินเทอร์เน็ต และโทรศัพท์มือถือของประชาชนอายุ 6 ปีขึ้นไปในระหว่างปี 2547-2553 พบว่าผู้ใช้คอมพิวเตอร์มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 21.4% (จำนวน 12.5 ล้านคน) เป็น 30.9% (จำนวน 19.1 ล้านคน) และผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเพิ่มขึ้นจาก 11.9% (จำนวน 7.0 ล้านคน) เป็น 22.4% (จำนวน 13.8 ล้านคน)  และผู้ใช้โทรศัพท์มือถือเพิ่มขึ้นจาก 28.2% (จำนวน 16.6 ล้านคน)  เป็น 61.8% (จำนวน 38.2 ล้านคน) 

ผู้อำนวยการ สสช. กล่าวต่อว่า แม้ว่าการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารของประชาชนมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง แต่ยังมีช่องว่างในการใช้ระหว่างผู้ที่อยู่ในเขตเทศบาล และนอกเขตเทศบาล  กล่าวคือในช่วงปี 2547 - 2553 ผู้ใช้คอมพิวเตอร์ที่อยู่ในเขตเทศบาล มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 33.2% เป็น 43.4% ส่วนผู้ใช้คอมพิวเตอร์ที่อยู่นอกเขตเทศบาล เพิ่มขึ้นจาก 15.6% เป็น 25.2% ในขณะที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่อยู่ในเขตเทศบาล มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 21.4% เป็น 35.1% ส่วนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตที่อยู่นอกเขตเทศบาล เพิ่มขึ้นจาก 7.2% เป็น 16.5% 

ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบผู้ใช้โทรศัพท์มือถือ พบว่า ในช่วงปี 2547-2553 สัดส่วนของผู้ใช้นอกเขตเทศบาลเพิ่มขึ้นมากกว่าในเขตเทศบาล กล่าวคือ ผู้ใช้โทรศัพท์มือถือที่อยู่ในเขตเทศบาลมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นจาก 41.9% เป็น 72.2% ส่วนผู้ใช้โทรศัพท์มือถือที่อยู่นอกเขตเทศบาล เพิ่มขึ้นจาก 21.5%  เป็น 57%

         
แบบประเมินผลการเรียนรู้หน่วยที่ 1
ตอนที่ 1 จงเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุดเพียงคำตอบเดียว
1. อินเตอร์เน็ต หมายถึงอะไร
     
     ก. ระบบเครือข่ายที่เชื่อมโยงภายใต้ขั้นตอนการเชื่อมต่อแบบเดียวกัน
     ข. ระบบเครื่อข่ายสำหรับการติดต่อสื่อสารภายในหน่วยงาน
     ค. ระบบเครือข่ายที่เชื่อมโยงระบบเครือข่ายต่างๆ เข้าไว้ด้วยกันภายใต้วิธีการสื่อสารที่   
          เป็นมาตรฐานเดียวกัน
     ง. ระบบเครือข่ายที่อยู่ภายใต้รูปแบบของการสื่อสารแบบเดียวกัน
2. ข้อใดคือความหมายของสารสนเทศ 
      ก. นายสมชายสูง 168 เซนติเมตร และมีน้ำหนัก 60 กิโลกรัม
      ข. นายสมพงษ์ เรียนระดับชั้น ปวส.1 แผนกวิชาคอมพิวเตอร์ธุรกิจ
      ค. นายสมชาติ สอบวิชาเทคโนโลยีอินเตอร์เน็ตได้ 30 คะแนน จากคะแนนเต็ม 50 คะแนน      
      ง. นายสมบัติ สอบปลายภาคได้เป็นอันดับที่ 1 ของห้อง
3. อินเตอร์เน็ต ย่อมาจากคำว่าอะไร
      ก. Inter Connection                 ข.  Inter Communication Network
      ค. Inter computer Network     ง.  Inter Command Network
4. ระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตสามารถเปรียบเทียบได้เช่นเดียวกับข้อใด
      ก. เครือข่ายห้องสมุดอิเล็คทรอนิกส์        ข. เครือข่ายใยแมงมุม
      ค. เครือข่ายการสื่อสาร                            ง. เครือข่ายระบบคอมพิวเตอร์
5. โครงการอาร์พาเน็ต อยู่ในความดูแลของหน่วยงานใด
      ก. หน่วยงานวิจัยของมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย
      ข.หน่วยงานความมั่นคงของสหรัฐอเมริกา
      ค. หน่วยงานวิจัยทางทหารของสหภาพยุโรป
      ง. กระทรวงกลาโหมของสหรัฐอเมริกา
6. มาตรฐานในการสื่อสารภายในระบบเครือข่าย เรียกว่าอะไร 
      ก. Protocol                  ข.Process
      ค. Multifunction           ง. Lan Network
7. ระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตในประเทศไทย เกดขึ้นครั้งแรกโดยได้รับความร่วมมือจากประเทศใด
      ก. สหรัฐอเมริกา           ข. ออสเตรเลีย
      ค. นิวซีแลนด์               ง. อังกฤษ
8. เครือข่าย " ไทยสาร " อยู่ภายใต้การดูแลของหน่วยงานใด
      ก. มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
      ข. สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย
      ค. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
      ง. ศูลย์เทคโนโลยีอิเล็คทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ
9. หน่วยงานใดเป็ยสูลย์กลางของการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายอินเตอร์ในประเทศไทย
      ก. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย      ข. สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย
      ค.มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์    ง.มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ
10 หน่วยงานใดที่มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมต่อระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตในประเทศไทย
      ก. กระทรวงคมนาคม       
      ข. ศูลย์เทคโนโลยีอิเล็คทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ
      ค. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
      ง. กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี



ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น