วันจันทร์ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2554

บทที่ 5 เครือข่ายใยแมงมุม

  • เครือข่าวใยแมงมุม
  เวิลด์ ไวด์ เว็บ เป็นบริการหนึ่งที่อยู่บนระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ การพัฒนาของเครือข่าย
ใยแมงมุม ได้ดำเนินไปอย่างรวดเร็วและก้าวหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีด้านมัลติมีเดีย
ทำให้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ทวีความมหัศจรรย์ให้กับการศึกษาในโลกไร้พรมแดน และกลายเป็นแหล่งทรัพยากร
ของกระบวนการเรียนการสอนที่สนองต่อกระบวนการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดียิ่ง

                เมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้มีผู้สนใจใช้งานอินเทอร์เน็ตไม่มากนัก เนื่องจากการใช้บริการ อินเทอร์เน็ต
ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาข่าวสารข้อมูล การรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ การสำเนา แฟ้มข้อมูล ฯลฯ จะอยู่ในรูปแบบ
ของตัวอักษร (Text Mode)เท่านั้น ไม่มีการแสดงที่เป็นรูปภาพ เสียง ภาพยนตร์ และไม่มีอักษรแบบต่าง ๆ ปรากฎ
ให้เห็นแต่อย่างใด นอกจากนี้ผู้ใช้จะต้องเรียนรู้การใช้คำสั่งคอมพิวเตอร์มากมาย เช่น ต้องเรียนรู้คำสั่งเบื้องต้น
ของยูนิกซ์ (UNIX) เนื่องจากเมื่อจะมีการเรียกใช้งานอินเทอร์เน็ต เครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ จะอยู่ภายใต้ระบบ
ปฏิบัติการยูนิกซ์ ดังนั้นผู้ใช้จึงต้องเรียนรู้คำสั่งเบื้องต้นของยูนิกซ์ เพื่อทำการป้อนคำสั่งที่เป็นตัวอักษรด้วยตัวเอง
                จนกระทั่งมีบริการที่เรียกว่า World Wide Web (WWW) หรือ เครือข่ายใยแมงมุมเกิดขึ้นทำให้
ความนิยมการใช้อินเทอร์เน็ตสูงขึ้น เนื่องจาก WWW เป็นบริการหนึ่งที่อยู่ในอินเทอร์เน็ต ที่ใช้งานได้ง่าย สะดวก
ผู้ใช้ไม่ต้องจำคำสั่งของยูนิกซ์อีกต่อไป การอ่านและค้นหาข้อมูลสามารถกระทำได้เพียงแต่กดปุ่มเมาส์เพียงอย่างเดียว
เท่านั้น
                การที่จะใช้บริการ WWW ได้นั้นจำเป็นจะต้อง มีส่วนประกอบ 2 ส่วน ดังนี้
                1. แหล่งข้อมูล หรือเว็บไซต์ (Web Site)                2. โปรแกรมเว็บบราวเซอร์ (Web Browser)

แหล่งข้อมูล หรือ เว็บไซต์ คือระบบคอมพิวเตอร์ที่เป็นแหล่งเก็บเว็บเพจ ที่ผู้ใช้บริการสามารถเรียกดูเว็บเพจที่ เก็บอยู่ใน
เว็บไซต์นั้นได้ ซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็นเว็บไซต์อาจจะใช้ระบบปฏิบัติ
            เว็บเพจเป็นเอกสารแบบไฮเปอร์เท็ก (Hypertext document) เก็บอยู่ที่เว็บไซต์ต่าง ๆ
ในรูปของแฟ้ม ข้อมูลที่มักจะสร้างขึ้นด้การ ยูนิกซ์ (UNIX) หรือ
วินโดวส์เอนที (Windows NT) ก็ได้ ผู้เป็นเจ้าขอเว็บไซต์จะจัดสร้างเว็บเพจ ของตนเก็บไว้ที่เว็บไซต์เพื่อให้
ผู้ใช้คนอื่นทั่วโลก สามารถเข้ามาดูเว็บเพจที่เก็บไว้ในเว็บไซต์นั้นได้ เช่นเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
จะเก็บอยู่ที่เว็บไซต์
http://ww.swu.ac.th   เขียนด้วยภาษา HTML (Hypertext Markup Language)
โดยมีนามสกุลเป็น htm หรือ html
โปรแกรมเว็บบราวเซอร์ (Web Browser)             เป็นโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ที่ใช้ ในการเข้าสู่ WWW และเปิดดูเว็บเพจ ผู้ใช้สามารถเรียกข้อมูลนั้น
ขึ้นมาแสดง ได้โดยใช้โปรแกรม ประเภท Web Browser เช่น Netscape หรือ Internet Explorerเว็บเพจที่เป็นหน้าแรก ของเว็บเพจ นิยมเรียกกันว่า "โฮมเพจ" (Home Page)
                การเข้าถึงเว็บเพจใดๆ นั้นผู้ใช้จะต้องทราบตำแหน่งที่อยู่ของเพจนั้น ๆ บนเว็บเสียก่อน
ตำแหน่งที่อยู่ เหล่านี้ เรียกว่า URL (Uniform Resource Locators) ตัวอย่างของ URL ได้แก่
 
http://www.swu.ac.th        URL ที่เป็นโฮมเพจของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
 http://www.tv5.co.th           URL ที่เป็นโฮมเพจของสถานีโทรทัศน์กองทัพบก ช่อง5
 http://www.nectec.or.th/     URL ที่เป็นโฮมเพจของ NECTEC
 http://www.yahoo.com/      URL ที่เป็นโฮมเพจของ Yahoo
 http://www.srithai.com/       URL ที่เป็นโฮมเพจของ  Srithai
 http://www.geocities.com/TheTropics/Paradise/2703    URL โฮมเพจฟรีของ Geocities

  • หมายเลขประจำเครื่อง
       IP Address  คือ หมาย เลขประจำเครื่องคอมพิวเตอร์ ซึ่งประกอบด้วยตัวเลข 4 ชุด มีเครื่องหมายจุดขั้นระหว่างชุด เช่น 192.168.100.1 หรือ 172.16.10.1 เป็นต้น             กำหนดให้ IP address (เป็นหมายเลข 3 หลัก 4 กลุ่ม) มีทั้งหมด 32 bit หรือ 4 byte แต่ล่ะ byte จะถูกคั่นด้วยจุด (.) ระบบหมายเลขประจำเครื่องมีข้อบกพร่อง คือ จำยากและไม่ได้สื่อความหมายให้ผู้ใช้งานทั่วไปได้ทราบ ดังนั้น จึงมีการใช้ระบบชื่อของเครื่อง (Domain Name System : DNS) ซึ่งจะเป็นการเปลี่ยนหมายเลข IP Address มาเป็นชื่อที่คนทั่วๆ ไปเข้าใจกัน   เช่น   Moe.go.th  /  udru.ac.th  /  microsoft.com
        Domain Name System : DNS  การเชื่อมต่อสื่อสารระหว่าง คอมพิวเตอร์ในระบบ internet นั้นใช้มาตรฐาน TCP/ IP ที่เครื่องคอมพิวเตอร์นั้นต้องมีหมายเลข IP Address ไม่ซ้ำกัน ซึ่งใช้ เวลาติดต่อสื่อสารระหว่างกัน โดยจะอ้างถึงหมายเลขประจำตัวเครื่องปลายทางที่เราติดต่อได้ทันที โดยปกติเครื่อง Web Server จะมี IP Address ทั้งนี้เกิดปัญหาในการจำ เพราะว่า IP Address มีตัวเลขถึง 12 ตัว จากจุดนี้เลยได้มีการคิดที่จะแปลง IP Address ให้เป็นชื่อที่จำได้ง่าย Domain Name System จึงถือกำเนิดขึ้นเพื่อใช้ชื่อแทนที่หมายเลข IP ฉะนั้น DNS คือระบบการแปลงค่าระหว่าง IP Address และชื่อเครื่อง(Host) เช่น IP Address "172.5.0.1" เรียกเป็น "http://fws.cc/linkout.php?http://www.udru.ac.th" (เว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี)
          การกำหนดชื่อใน DNS จะเรียงลำดับความสำคัญจากขวาไปซ้าย โดยมีจุดคั่น เช่น Udru.ac.th จะอ่านได้ว่า th มาจากประเทศไทย, ac หน่วยงานการศึกษา, udru ชื่อหน่วยงานในที่นี้คือ มรภ.อุดรธานี
 รูปแบบชื่อโดเมน มี 3 รูปแบบใหญ่ ๆ
          1. โดเมนขั้นสูงสุด - Top Level Domain ชื่อทางด้านขวาสุดแบ่งย่อยเป็น 2 รูปแบบ คือ        
            - รูปแบบโดเมนขั้นสูงสุดแบบสากล (General Internet DNS Top Level Domains : gTLDs) เป็นรูปแบบมาตรฐานที่ใช้กันโดยเฉพาะในอเมริกาซึ่งลงท้ายด้วย .com .net .org .biz .info เป็นต้น
           - รูปแบบโดเมนขั้นสูงสุดแต่ละประเทศ(Country Code top Level Domains : ccTLDs) บ่งบอกถึงประเทศเจ้าของโดเมนหรือที่ตั้งโดเมนมักใช้กับประเทศอื่นยกเว้นอเมริกา เช่น .th ประเทศไทย, .jp ประเทศญี่ปุ่น, .uk ประเทศอังกฤษ เป็นต้น
         .au = Australia 
         . sg = Singapore
         .th = Thailand
         .tw = Taiwan
         .uk = United Kingdom
       .jp = Japan
          2. โดเมนขั้นที่สอง - Second Level Domain เป็นชื่อถัดมาลำดับที่ 2 จะเป็นลักษณะการดำเนินงานขององค์กร แบ่งเป็น 2 ส่วน
          -     ลักษณะการดำเนินงานขององค์กรในประเทศไทย เช่น
     .co = Commercial หน่วยงานทางธุรกิจ บริษัท ห้างร้าน
     .ac = Academic หน่วยงานสถาบันทางการศึกษา เช่น โรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย
     .go = Government หน่วยงานของรัฐบาล เช่น กระทรวง ทบวง กรม
     .or = Organization หน่วยงานหรือองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร
     .mi = Military หน่วยงานด้านความมั่นคง (ทหาร)
     .net = Network หน่วยงานที่ให้บริการทางด้านเครือข่ายสื่อสาร
     .in = Individual เว็บไซต์ส่วนบุคคล
          -      ลักษณะการดำเนินงานขององค์กร ยกเว้นประเทศไทย เช่น
     .com = Commercial หน่วยงานทางธุรกิจ บริษัท ห้างร้าน
     .edu = Education หน่วยงานสถาบันทางการศึกษา เช่น โรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย
     .gov = Government หน่วยงานของรัฐบาล เช่น กระทรวง ทบวง กรม
     .org = Organization หน่วยงานหรือองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไร
     .mil = Military หน่วยงานด้านความมั่นคง (ทหาร)
     .net = Network หน่วยงานที่ให้บริการทางด้านเครือข่ายสื่อสาร
          3.  โดเมนขั้นที่สาม - Third Level Domain เป็นลำดับที่ 3 นับจากด้านขวามือ เป็นชื่อที่สื่อความหมายให้ผู้ใช้งานทั่วไปสามารถจดจำได้เช่น
udru = มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี
Microsoft = บริษัทไมโครซอฟต์
moe = กระทรวงศึกษาธิการ

  •  โดเมนเนม( Domain Nam )
   ชื่อโดเมน หรือ โดเมนเนม (domain name) คืออะไร โดเมนเนม ความหมายโดยทั่วๆ ไป หมายถึง ชื่อเว็บไซต์ ชื่อบล็อก ซึ่งเป็นชื่อที่ตั้งขึ้นเพื่อให้จดจำและนำไปใช้งานได้ง่ายทั้งในการเข้าชมผ่านบราวเซอร์ของผู้ใช้ทั่วไป ยังรวมไปถึงผู้ดูแลระบบโดเมนเนมซีสเทม ที่สามารถแก้ไขไอพีแอดเดรสของชื่อโดเมนเนมนั้นๆ ได้ทันที
โดยที่ผู้ใช้ทั่วไปไม่จำเป็นต้องรับรู้หรือจดจำไอพีแอดเดรสที่มีการเปลี่ยนแปลง
เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เผยแพร่เว็บไซต์ จะมีโดนเมนเนมเฉพาะไม่ซ้ำกับใคร

   โดนเมนเนม มีด็อทอยู่หลายประเภทแต่ที่นิยมมากที่สุดนั้นก็คือ .com เพราะเป็นด็อทในยุคแรกๆ ที่เริ่มใช้กัน และง่ายต่อการจดจำ

ประเภทของ Domain Name แบ่งได้เป็น 2 ประเภท
  1.  โดเมน 2 ระดับ   ชื่อโดเมน . ประเภทของโดเมน
  2.  โดเมน 3 ระดับ   ชื่อโดเมน . ประเภทของโดเมน . ประเทศ


  โดนเมนเนม 2 ระดับ
จะประกอบด้วย  www . ชื่อโดเมน . ประเภทของโดเมน เช่น www.b2ccreation.com
ประเภทของโดเมน คือ คำย่อขององค์กร โดยประเภทขององค์กรที่พบบ่อย มีดังต่อไปนี้

    * .com คือ บริษัท หรือ องค์กรพาณิชย์
    * .org คือ องค์กรเอกชนที่ไม่แสวงผลกำไร
    * .net คือ องค์กรที่เป็นเกตเวย์ หรือ จุดเชื่อมต่อเครือข่าย
    * .edu คือ สถาบันการศึกษา
    * .gov คือ องค์กรของรัฐบาล
    * .mil คือ องค์กรทางทหาร
  
  โดนเมนเนม 3 ระดับ  
จะประกอบด้วย www . ชื่อโดเมน . ประเภทของโดเมน . ประเทศ เช่น www.kmitnb.ac.th, www.nectec.or.th, www.google.co.th

ประเภทขององค์กรที่พบบ่อยคือ

    * .co  คือ บริษัท หรือ องค์กรพาณิชย์
    * .ac  คือ สถาบันการศึกษา
    * .go  คือ องค์กรของรัฐบาล
    * .net คือ องค์กรที่ให้บริการเครือข่าย
    * .or  คือ องค์กรเอกชนที่ไม่แสวงผลกำไร

ตัวย่อของประเทศที่ตั้งขององค์กร

    * .th   คือ ประเทศไทย
    * .cn   คือ ประเทศจีน
    * .uk   คือ ประเทศอังกฤษ
    * .jp   คือ ประเทศญี่ปุ่น
    * .au   คือ ประเทศออสเตรเลีย
  

    โดนเมนเนม ถือเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรกที่มองข้ามไม่ได้เลยสำหรับเว็บไซต์นั้นๆ โดยเฉพาะกับการโฆษณาบนอินเตอร์เน็ท ถ้าได้ชื่อที่เฉพาะเจาะจง ตรงกับกลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจเป็นพื้นฐานเดิมอยู่แล้วนั้น จะทำให้โดเมนเนม หรือ เว็บไซต์นั้นๆ จะได้รับความสนใจและเป็นที่จดจำได้ง่ายไม่ใช่กับผู้เข้าชมหรือ
กลุ่มเป้าหมายที่เข้ามาชมเว็บไซต์ผ่านโดมเนมเท่านั้นยังรวมไปถึง Search Engine ชื่อดังต่างๆ เช่น Google Yahoo MSN เป็นต้น ที่จะเข้ามาแวะเวียนเข้ามาทำ index กับเว็บเพจหน้าต่างๆ ในเว็บไซต์ของเรา

หลังจากจดโดนเมนเนมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สิ่งสำคัญลำดับถัดมานั้นก็คือ โฮสติ้ง (Hosting) หรือ ที่เก็บข้อมูลเว็บไซต์ของเรานั้นเอง ซึ่งโฮสติ้งแต่ละที่จะมี DNS หรือ Name Server ที่ทางผู้ให้บริการโฮสติ้ง จะเป็นคนกำหนดและแจ้งให้เราทราบเพื่อเอาไปใส่ให้โดมเมเนมของเรา
เช่น DNS ของ B2C Creation จะมีชื่อว่า NS1.B2CCREATION.COM และ NS2.B2CCREATION.COM ซึ่งคุณไม่ต้องกังวลในเรื่องนี้
เพราะถ้าคุณ
จด Domain Nameและใช้บริการโฮสติ้งกับผู้ให้บริการคนเดียวกันจะไม่มีปัญหาอะไรเลยครับ หรือแม้ว่าจะเป็นคนละคนกัน เพียงแค่นำ DNS ที่ได้ ไประบุให้กับโดเมนเนมนั้นตามที่ได้อธิบายไปแล้ว


  •    รหัสสืบค้นแหล่งข้อมูล
รหัสผ่าน (อังกฤษ: password)[1] คือ สายอักขระหรือคำที่เป็นความลับ ที่ใช้สำหรับยืนยันตัว พิสูจน์ความเป็นเจ้าของ หรือเข้าถึงแหล่งข้อมูล รหัสผ่านควรจะเก็บเป็นความลับเพื่อไม่ให้คนอื่นเข้าถึงได้
การใช้รหัสผ่านนั้นมีตั้งแต่โบราณ ในลักษณะการผ่านด่านทหารองครักษ์ เพื่อเข้าไปในบริเวณ โดยต้องให้รหัสผ่านหรือคำสัญลักษณ์ ทหารองครักษ์จะอนุญาตให้คนหรือกลุ่มคนผ่านเข้าไปได้หากพวกเขารู้รหัสผ่าน ในยุคสมัยใหม่ ใช้ชื่อผู้ใช้และรหัสผ่านในการผ่านระบบรักษาความปลอดภัยของคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือ เครื่องถอดรหัสเคเบิ้ลทีวี เครื่องเอทีเอ็ม เป็นต้น สำหรับการใช้รหัสผ่านในคอมพิวเตอร์ทั่วไป มีหลายจุดประสงค์ เช่น เพื่อเข้าใช้คอมพิวเตอร์ การกู้อีเมล์จากเซิร์ฟเวอร์ การเข้าสู่โปรแกรม ฐานข้อมูล เครือข่าย เว็บไซต์ หรือแม้แต่อ่านข่าวออนไลน์จากเว็บไซต์
รหัสผ่านอาจจะเป็นคำที่ไม่มีอยู่จริง รหัสผ่านอาจจะเป็นคำที่ยากต่อการเดา รหัสผ่านอาจจะเป็นการนำคำหลายคำมารวมกัน ส่วนคำว่า พาสโคด (passcode) ใช้กับข้อมูลลับที่เป็นตัวเลขล้วน อย่างเช่น รหัสลับบุคคล (PIN) ที่ใช้ในการเข้าถึงเอทีเอ็ม รหัสผ่านโดยทั่วไป มักจะตั้งขึ้นให้สั้นเพียงพอที่ง่ายต่อการจำและพิมพ์

  • การเชื่อมโยงข้อมูล (link)
    จากการที่อินเทอร์เน็ตได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางอยู่ทั่วโลกนั่น เป็นผลมาจากความสามารถในการเชื่อมโยงข้อมูล (link) จากข้อมูลหนึ่งไปยังอีกข้อมูลหนึ่งได้อย่างรวดเร็ว โดยสามารถเชื่อมโยงข้อความได้ทั้งจากภายในแฟ้มเอกสารข้อมูลของภายใน และแฟ้มเอกสารข้อมูลภายนอก
    ข้อความที่ใช้เป็นตัวเชื่อมโยงข้อมูลนั้น จะมีตัวอักษรเป็นสีน้ำเงิน (หรือสีอื่นตามแต่ที่ผู้สร้างกำหนดขึ้นมา) เมื่อเลื่อนเมาส์ไปชี้ที่ข้อความซึ่งมีการเชื่อมโยง รูปแบบของตัวชี้จะเปลี่ยนจาก สัญลักษณ์ลูกศรไปเป็นรูปมือแทน
    ประเภทของการเชื่อมโยง ใน HTML แบ่งการเชื่อมโยงออกเป็น 2 ประเภท ดังนี้
    • การเชื่อมโยงภายในเว็บไซต์
    • การเชื่อมโยงนอกเว็บไซต์
       
    ตำแหน่งสำหรับคลิกเพื่อทำการเชื่อมโยงข้อมูล จะเรียกว่าจุดเชื่อมโยง หรือจุด Link ซึ่งใช้ได้ทั้งตัวอักษร ข้อความ หรือรูปภาพ
    คำสั่งที่ใช้เชื่อมโยงข้อมูล <a href=" ชื่อไฟล์ หรือ URL" >ข้อความหรือรูปภาพที่จุด Link</a>
           Attribute ที่ใช้ร่วมกับการสร้าง Link ซึ่งจะต้องนำมาวางต่อจากคำสั่งสร้าง link และใช้คำสั่ง target= คุณสมบัติด้านล่าง เช่น
         <a href=" ชื่อไฟล์" target=_blank>ข้อความหรือรูปภาพที่จุด Link</a>

        _blank   = เปิดหน้าเอกสารใหม่โดยที่หน้าเดิมยังคงอยู่
        _self      = เปิดหน้าใหม่โดยที่หน้าเดิมเปลี่ยนไปบางส่วน หากว่าใช้กับ เฟรม
        _parent = เปิดหน้าใหม่โดยที่หน้าเดิมเปลี่ยนไป
        _top      = เปิด file ที่หน้าเดิมโดยจะไปด้านบนสุดของหน้าเว็บเพจ

บทที่ 4 การใช้งานโปรแกรมเว็บเบราว์เซอร์

การใช้งานโปรแกรม Internet Explorer
   สามารถเรียกใช้โปรแกรม โดยการคลิกที่ไอคอน Internet Explorer ด หรือ         
การใช้งานโปรแกรมเบื้องต้น
การไปยัง Web site ที่ต้องการ พิมพ์ชื่อ web site ลงไปในช่อง Address
การบันทึกเอกสารที่ต้องการ
เมื่อต้องการบันทึกเอกสารที่อ่านอยู่ สามารถทำได้โดยการไปที่ File > Save As จะปรากฏหน้าต่างให้เลือกว่าจะบันทึกแฟ้มข้อมูลไว้ที่ใดในเครื่องคอมพิวเตอร์

การบันทึกรูปภาพที่ต้องการ
เมื่อต้องการบันทึกรูปภาพ สามารถทำได้โดยการคลิกเมาส์ขวาที่รูปภาพ แล้วเลือก Save Picture As จะปรากฏหน้าต่างให้เลือกว่าจะบันทึกแฟ้มข้อมูลไว้ที่ใดในเครื่องคอมพิวเตอร์
การทำ Favorites คือการเก็บ Web Site ที่สนใจไว้  ครั้งหน้าจะได้ไม่ต้องพิมพ์ชื่อสามารถกำหนด Web Site ที่สนใจเป็น favorites ของได้ โดยเมื่ออยู่ที่ Web Site นั้นๆ ให้เลือกที่ Favorites > Add to Favorites โปรแกรมจะทำการเพิ่มลงไปให้โดยอัตโนมัติ และคราวต่อไปสามารถเลือกที่ Favorites ได้โดยตรง
  1. การใช้งาน Favorites
     เมื่อต้องการไปที่ web site ที่ได้ทำ Favorites ไว้แล้ว สามารถทำได้โดยการกดที่ปุ่ม Favorites ซึ่งจะมีการแสดงรายชื่อ web site ปรากฏขึ้นให้เลือก
  2. การย้อนกลับ – ไปหน้าเอกสารถัดไป
    ทำได้โดยการกดปุ่ม Back เพื่อย้อนกลับไปยังเอกสารก่อนหน้า และสามารถกด Next เพื่อไปยังเอกสารหน้าต่อไปได้
  3. การให้แสดงเอกสารใหม่
    กดปุ่ม Refresh เพื่อให้ load เอกสารหน้านั้นใหม่อีกครั้ง
  4. หยุดการแสดงเอกสาร
    เมื่อต้องการหยุดการแสดงเอกสารในหน้าปัจจุบันที่กำลังทำการ load อยู่ ให้กดปุ่ม Stop โปรแกรมจะหยุดทำการ load เอกสารโดยทันที และจะแสดงข้อมูลบางส่วนของเอกสารเท่าที่ได้ load มาแล้วออกมา
  5. กลับไป Home
    กดปุ่ม Home เพื่อกลับไปแสดงเอกสารหน้าแรกสุด (Web site แรกทีเจอเมื่อเรียกโปรแกรมทำงาน)
  6. แสดงรายชื่อ web site ที่ได้ไปมา
    สามารถกดปุ่ม History เพื่อดูว่าได้มีการไปยัง web site ไหนมาแล้วบ้างได้ เมื่อมีการแสดงรายชื่อ web site ออกมา สามารถคลิกเพื่อให้โปรแกรมทำการ load เอกสารหน้านั้นๆมาใหม่ได้



การปรับแต่งโปรแกรม Internet Explorer

หลังจากที่คุณได้ใช้กระบวนการนี้เพื่อกำหนดว่า add-on ตัวใดเป็นสาเหตุของข้อผิดพลาด คุณสามารถปิดใช้งาน add-on นั้น หรือ คุณสามารถถอนการติดตั้งซอฟต์แวร์ที่ติดตั้งโปรแกรม add-on เรายังแนะนำให้ คุณติดต่อผู้จำหน่ายซอฟต์แวร์ที่ให้ add-on สำหรับการแก้ไขปัญหาเบื้องต้นและการสนับสนุนเพิ่มเติม

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโปรแกรม add-on ของ Internet Explorer ให้ดู บทความต่อไปนี้ในวิธีใช้ของ Windows:

ส่วนประกอบของ IETitle : แสดงชื่อเว็บที่กำลังใช้งานอยู่ในขณะนั้น
Manu Bar : แสดงเมนูคำสั่งต่าง ๆ สำหรับควบคุมโปรแกรม เช่น การ Save , Copy File , Print File รวมถึงการปรับตั้งค่าต่าง ๆ
Toolbar : ประกอบไปด้วยปุ่มสำคัญต่าง ๆ โดยปุ่มต่าง ๆ เหล่านี้ใช้แทนคำสั่งที่ใช้บ่อย ๆ ทำให้เราไม่จำเป็นที่จะต้องเข้าไปในเมนู เพียงแต่คลิกที่ปุ่มเหล่านั้นแทนและเราสามารถเพิ่มหรือลบปุ่มได้
Address : ส่วนนี้ให้กรอกชื่อ Address หรือ URL ของเว็บไซต์ที่เราต้องการจะติดต่อ เช่น http:\\
www.paktho.ac.th , http:\\trirong.paktho.ac.th
Status Bar : ส่วนนี้แสดงสถานะการทำงานได้แก่ URL ที่กำลังใช้งานอยู่หรือคำอธิบายการทำงาน เป็นต้น

  • หลักการใช้งาน Internet Explorer สำหรับท่องเน็ตเบื้องต้น
    เมนู ปุ่ม และคำสั่งในเบื้องต้น
หน้าที่ของปุ่มต่าง ๆ

ปุ่ม Back ใช้สำหรับย้อนกลับไปหน้าที่ผ่านมาแล้ว
ปุ่ม Forward ใช้สำหรับเปลี่ยนไปหน้าต่อไป (หลังจากที่ย้อนกลับมา)
ปุ่ม Stop ใช้สำหรับหยุดการโหลดข้อมูลในหน้าเว็บเพจนั้น
ปุ่ม Refresh ใช้สำหรับการเรียกโหลดข้อมูลหน้าเว็บเพจใหม่อีกครั้ง
ปุ่ม Home ใช้สำหรับกลับไปหน้าแรกที่ตั้งไว้
ปุ่ม Search ใช้สำหรับค้นหาเว็บไซต์
ปุ่ม Favorites ใช้สำหรับเลือกเว็บไซต์จาก Favorites หรือ Book Mark
ปุ่ม History ใช้สำหรับการย้อนกลับไปดูเว็บไซต์ที่เคยเข้าไปดูมาแล้ว
ปุ่ม Mail ใช้สำหรับการ รับ-ส่ง อีเมล์
ปุ่ม Print ใช้สำหรับการพิมพ์หน้าเว็บออกเครื่องพิมพ์
ปุ่ม Edit ใช้สำหรับการแก้ไขหน้าเว็บเพจนั้น ๆ

วิธีที่ 1: ล้างแคข้อมูลใน Internet Explorer

เมื่อต้องการตรวจสอบว่า ปัญหาเกี่ยวกับประสิทธิภาพหรือข้อผิดพลาด สาเหตุมาจากความเสียหาย ในแฟ้มชั่วคราวของอินเทอร์เน็ต หรือ ในที่อื่น ๆ แคช ข้อมูลที่ถูกใช้ โดย Internet Explorer คุณต้องล้างข้อมูลที่เก็บไว้ชั่วคราว เมื่อต้องการ ทำเช่นนี้ การทำตามขั้นตอนเหล่านี้:

Internet Explorer 7

  1. เปิด Internet Explorer 7
  2. คลิก เครื่องมือแล้ว คลิก ลบ ประวัติการเรียกดู.
  3. ใน ลบประวัติการเรียกดูคลิกลบทั้งหมด.
  4. คลิกเพื่อเลือก ลบแฟ้มและการตั้งค่า การจัดเก็บ โดยโปรแกรม add-on กล่องกาเครื่องหมาย จากนั้น คลิก ตกลง.
Internet Explorer 8
  1. เปิด Internet Explorer 8
  2. คลิก ความปลอดภัยแล้ว คลิก ลบประวัติการเรียกดู.
  3. ในลบประวัติการเรียกดู พื้นที่ คลิก ลบ.
      แสดงแถบความคืบหน้าการเพื่อบ่งชี้ว่า การเรียกดู จะมีการล้างข้อมูลประวัติ หลังจากกระบวนการนี้เสร็จสมบูรณ์ ทดสอบทางอินเทอร์เน็ต Explorer เพื่อตรวจสอบว่า โปรแกรมทำได้อย่างถูกต้อง ถ้าปัญหายังคงเกิดขึ้น ให้ลองวิธีที่ 2
วิธีที่ 2: ตั้งค่าการรักษาความปลอดภัยสำหรับ Internet Explorer ใหม่
ถ้าคุณตั้งค่าคอนฟิกการตั้งค่าความปลอดภัยที่จะจำกัดเกินไป คุณอาจ ป้องกันไม่ให้ Internet Explorer แสดงเว็บไซต์บางเว็บไซต์ เมื่อต้องการตรวจสอบ ว่าปัญหาเกิดขึ้นจากการตั้งค่าความปลอดภัยที่จำกัด overly ย้อนกลับไป การตั้งค่าความปลอดภัยเริ่มต้น เมื่อต้องการทำเช่นนี้ ให้ทำตามขั้นตอนเหล่านี้:
  1. เปิด Internet Explorer
  2. คลิก เครื่องมือแล้ว คลิกตัวเลือกอินเทอร์เน็ต.
  3. คลิก รักษาความปลอดภัย แท็บ
  4. คลิก การตั้งค่าใหม่เขตพื้นที่ทั้งหมดไปยังระดับเริ่มต้น, จากนั้น คลิก ตกลง.
       หลังจากที่คุณทำเช่นนี้ ทดสอบ Internet Explorer เพื่อตรวจสอบว่า โปรแกรมทำได้อย่างถูกต้อง ถ้าปัญหายังคงเกิดขึ้น ลองวิธีที่ 3
       หมายเหตุ ถ้าวิธีการนี้ไม่สามารถแก้ปัญหานี้ คุณสามารถคืนค่า Internet Explorer เพื่อให้ระดับการรักษาความปลอดภัยของก่อนหน้านี้

วิธีที่ 3: เรียกใช้ Internet Explorer ในโหมด "ไม่มี Add-on"

Add-on ของ Internet Explorer เช่นตัวควบคุม ActiveX และเบราว์เซอร์ ใช้แถบเครื่องมือ โดยบางเว็บไซต์เพื่อให้สามารถเรียกดูมีประสิทธิภาพมากขึ้น ประสบการณ์การใช้งาน มีข้อผิดพลาดอาจเกิดขึ้น หาก add-on มีความเสียหาย หรือแอดออน ความขัดแย้งกับ Internet Explorer เมื่อต้องการตรวจสอบว่า ข้อผิดพลาดที่เกิดจาก add-on เรียกใช้ Internet Explorer ในโหมด "ไม่มี Add-on" เมื่อต้องการทำเช่นนี้ ให้ปฏิบัติตาม ขั้นตอนเหล่านี้:
  1. คลิก เริ่มการทำงานจากนั้น พิมพ์Internet Explorer ในการ เริ่มต้นค้นหากล่อง
  2. คลิก Internet Explorer (ไม่มี Add-on). เปิด Internet Explorer โดยไม่มี add-on แถบเครื่องมือ หรือปลั๊กอิน
  3. ทดสอบ Internet Explorer เพื่อตรวจสอบว่า โปรแกรมทำได้อย่างถูกต้อง ถ้าปัญหายังคงเกิดขึ้น ลองวิธีที่ 4
ถ้าไม่มีข้อผิดพลาดเกิดขึ้น ปัญหาเกิดจากรายใดรายหนึ่งของ add-on ซึ่งโดยทั่วไปจะโหลดพร้อมกับ Internet Explorer ในกรณีนี้ ใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง ตัวเลือกต่อไปนี้

ตัวเลือกที่ 1: ตั้งค่า Internet Explorer

การตั้งค่า Internet Explorer เพื่อแสดงการตั้งค่าคอนฟิกค่าเริ่มต้น นอกจากนี้ขั้นตอนนี้จะปิดใช้งานใด ๆ โปรแกรม add-on ปลั๊กอิน หรือแถบเครื่องมือที่มีการติดตั้ง ถึงแม้ว่าการแก้ไขปัญหานี้ได้อย่างรวดเร็ว นั่นยังหมายถึง ว่า ถ้าคุณต้องการใช้อย่างใดอย่างหนึ่งดังกล่าวโปรแกรม add-on ในอนาคต พวกเขาต้องต้องติดตั้งใหม่ เมื่อต้องการตั้งค่าการตั้งค่า Internet Explorer ใหม่ ใช้วิธีที่ 4

ตัวเลือกที่ 2: ใช้ตัวจัดการ Add-on เครื่องมือเพื่อดูว่า add-on ตัวใดเป็นสาเหตุของปัญหา

ใช้เครื่องมือ Manage Add-ons ใน Internet Explorer แต่ละ add-on เพื่อดูว่า add-on ตัวใดเป็นสาเหตุของข้อผิดพลาดที่ปิดใช้งานแต่ละรายการ เมื่อต้องการทำเช่นนี้ ให้ทำตามขั้นตอนเหล่านี้:

Internet Explorer 7

  1. เปิด Internet Explorer 7
  2. คลิก เครื่องมือชี้ไปที่ จัดการ โปรแกรม add-onแล้ว คลิก เปิดหรือปิดใช้งาน Add-on.
  3. ในการ แสดง กล่อง การเลือก โปรแกรม add-on ที่ถูกใช้ โดย Internet Explorer เมื่อต้องการแสดง add-on ทั้งหมดที่ มีการติดตั้งบนคอมพิวเตอร์
  4. สำหรับแต่ละสินค้าในรายการนี้ ให้เลือก add-on จากนั้น คลิก ปิดการใช้งาน ภายใต้หัวข้อ การตั้งค่า.
  5. เมื่อคุณได้ปิดใช้งานรายการทั้งหมดในรายการนี้ คลิกตกลง.
  6. จบการทำงาน และเริ่มระบบของ Internet Explorer 7 ใหม่
  7. ถ้ามีปัญหาเกิดขึ้น ทำซ้ำขั้นตอนที่ 1 ถึง 3
  8. คลิก เปิดการใช้งาน สำหรับเพียงอย่างเดียว add-on
  9. ทำซ้ำขั้นตอนที่ 6 ถึง 8 จนกว่าคุณกำหนดว่า add-on ตัวใด ทำให้เกิดข้อผิดพลาดเกิดขึ้น
Internet Explorer 8
  1. เปิด Internet Explorer 8
  2. คลิก เครื่องมือแล้ว คลิก จัดการ Add-on.
  3. บนเครื่อง แสดง เมนูแบบหล่นลง เลือก Add-on ทั้งหมด เมื่อต้องการแสดง add-on ทั้งหมดที่ติดตั้งไว้บนคอมพิวเตอร์
  4. สำหรับแต่ละสินค้าในรายการนี้ เลือก add-on และคลิ กปิดการใช้งาน ในหน้าต่างรายละเอียด
  5. เมื่อคุณได้ปิดใช้งานรายการทั้งหมดในรายการนี้ คลิก ตกลง.
  6. จบการทำงาน และเริ่ม Internet Explorer ใหม่
  7. ถ้าปัญหาไม่เกิด ทำซ้ำขั้นตอนที่ 1 ถึง 3
  8. คลิกเปิดการใช้งาน สำหรับ add-on ตัวเดียว
  9. ทำซ้ำขั้นตอนที่ 6 ถึง 8 จนกว่าคุณกำหนดว่า add-on ตัวใดเป็นสาเหตุของข้อผิดพลาดเกิดขึ้น

วันพุธที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2554

บทที่ 3 ท่องโลกอินเทอร์เน็ต



  •  เครือข่ายใยแมงมุม( World Wide Web:WWW )


  เครือข่ายใยแมงมุม หรือ WWW (World Wide Web) หรือเรียกสั้น ๆ ว่า "เว็บ"

            เวิลด์ ไวด์ เว็บ เป็นบริการหนึ่งที่อยู่บนระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ การพัฒนาของเครือข่าย
ใยแมงมุม ได้ดำเนินไปอย่างรวดเร็วและก้าวหน้าไปอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีด้านมัลติมีเดีย ทำให้เครือข่ายคอมพิวเตอร์ทวีความมหัศจรรย์ให้กับการศึกษาในโลกไร้พรมแดน และกลายเป็นแหล่งทรัพยากร ของกระบวนการเรียนการสอนที่สนองต่อกระบวนการเรียนรู้ได้เป็นอย่างดียิ่ง
          เมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้มีผู้สนใจใช้งานอินเทอร์เน็ตไม่มากนัก เนื่องจากการใช้บริการ อินเทอร์เน็ต
ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาข่าวสารข้อมูล การรับส่งจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ การสำเนา แฟ้มข้อมูล ฯลฯ จะอยู่ในรูปแบบของตัวอักษร (Text Mode)เท่านั้น ไม่มีการแสดงที่เป็นรูปภาพ เสียง ภาพยนตร์ และไม่มีอักษรแบบต่าง ๆ ปรากฎให้เห็นแต่อย่างใด นอกจากนี้ผู้ใช้จะต้องเรียนรู้การใช้คำสั่งคอมพิวเตอร์มากมาย เช่น ต้องเรียนรู้คำสั่งเบื้องต้น ของยูนิกซ์ (UNIX) เนื่องจากเมื่อจะมีการเรียกใช้งานอินเทอร์เน็ต เครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ จะอยู่ภายใต้ระบบ
ปฏิบัติการยูนิกซ์ ดังนั้นผู้ใช้จึงต้องเรียนรู้คำสั่งเบื้องต้นของยูนิกซ์ เพื่อทำการป้อนคำสั่งที่เป็นตัวอักษรด้วยตัวเอง
         จนกระทั่งมีบริการที่เรียกว่า World Wide Web (WWW) หรือ เครือข่ายใยแมงมุมเกิดขึ้นทำให้
ความนิยมการใช้อินเทอร์เน็ตสูงขึ้น เนื่องจาก WWW เป็นบริการหนึ่งที่อยู่ในอินเทอร์เน็ต ที่ใช้งานได้ง่าย สะดวก ผู้ใช้ไม่ต้องจำคำสั่งของยูนิกซ์อีกต่อไป การอ่านและค้นหาข้อมูลสามารถกระทำได้เพียงแต่กดปุ่มเมาส์เพียงอย่างเดียว
เท่านั้น
                การที่จะใช้บริการ WWW ได้นั้นจำเป็นจะต้อง มีส่วนประกอบ 2 ส่วน ดังนี้
                1. แหล่งข้อมูล หรือเว็บไซต์ (Web Site)
                2.
โปรแกรมเว็บบราวเซอร์ (Web Browser)

แหล่งข้อมูล หรือ เว็บไซต์ คือระบบคอมพิวเตอร์ที่เป็นแหล่งเก็บเว็บเพจ ที่ผู้ใช้บริการสามารถเรียกดูเว็บเพจที่ เก็บอยู่ใน
เว็บไซต์นั้นได้ ซึ่งเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ทำหน้าที่เป็นเว็บไซต์อาจจะใช้ระบบปฏิบัติ
         
เว็บเพจเป็นเอกสารแบบไฮเปอร์เท็ก (Hypertext document) เก็บอยู่ที่เว็บไซต์ต่าง ๆ
ในรูปของแฟ้ม ข้อมูลที่มักจะสร้างขึ้นด้
การ ยูนิกซ์ (UNIX) หรือ
วินโดวส์เอนที (Windows NT) ก็ได้ ผู้เป็นเจ้าขอเว็บไซต์จะจัดสร้างเว็บเพจ ของตนเก็บไว้ที่เว็บไซต์เพื่อให้ผู้ใช้คนอื่นทั่วโลก สามารถเข้ามาดูเว็บเพจที่เก็บไว้ในเว็บไซต์นั้นได้ เช่นเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ
จะเก็บอยู่ที่เว็บไซต์ http://ww.swu.ac.th   เขียนด้วย
ภาษา HTML (Hypertext Markup Language)
โดยมีนามสกุลเป็น htm หรือ html
โปรแกรมเว็บบราวเซอร์ (Web Browser) เป็นโปรแกรมหรือซอฟต์แวร์ที่ใช้ ในการเข้าสู่ WWW และเปิดดูเว็บเพจ ผู้ใช้สามารถเรียกข้อมูลนั้น
ขึ้นมาแสดง ได้โดยใช้โปรแกรม ประเภท Web Browser เช่น Netscape หรือ Internet Explorer
เว็บเพจที่เป็นหน้าแรก ของเว็บเพจ นิยมเรียกกันว่า "โฮมเพจ" (Home Page)


  •   ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์

    ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-mail) . 2545. (ออนไลน์). เข้าถึงได้จาก http://www.srithai.com/

E-mail เป็นบริการในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่สำคัญที่มีผู้นิยมใช้บริการกันมากที่สุด
สามารถส่งตัวอักษร ข้อความ แฟ้มข้อมูล ภาพ เสียง ผ่านระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ไปยังผู้รับ อาจจะเป็นคนเดียวหรือกลุ่มคนโดยทั้งที่ ผู้ส่งและผู้รับเป็นผู้ใช้ที่อยู่ในระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์เดียวกัน ช่วยให้สามารถติดต่อสื่อสาร ระหว่าง กันได้ทั่วโลก มีความสะดวก รวดเร็ว และสามารถสื่อสารถึงกันได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องคำนึงถึงว่าผู้รับจะอยู่ที่ไหน จะใช้เครื่องคอมพิวเตอร์อยู่หรือไม่ เพราะไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์จะเก็บข้อความเหล่านั้นไว้ เมื่อผู้รับเข้าสู่ระบบเครือข่ายเขาก็จะเห็นข้อความนั้นรออยู่แล้ว ความสะดวกเหล่านี้ทำให้นักวิชาการ สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารถึงกันและกัน นักศึกษาสามารถปรึกษา หรือฝึกฝนทักษะกับอาจารย์ หรือ เพื่อน นักศึกษาด้วยกันเอง โดยไม่ต้องคำนึงถึงเวลา และระยะทาง โดยผู้ใช้สามารถติดต่อ สื่อสารกันได้ ไม่ว่าจะอยู่ตรงส่วนใด ของมุมโลก ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์เป็นสื่อประเภทหนึ่งที่เหมาะสมในการเรียนรู้ และช่วยขจัด ปัญหาในเรื่อง ของเวลา และระยะทาง ผู้เรียนจะรู้สึกอิสระและกล้าแสดงออกมากกว่าปกติ ตลอดจนสามารถเข้าถึงผู้เรียน เป็นราย บุคคลได้เป็นอย่างดี ในยุคสารสนเทศดังเช่นปัจจุบัน ระบบการสื่อสารที่มี ประสิทธิภาพจะมีบทบาทสำคัญ ในการพัฒนา สังคมให้เข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ได้อย่างรวดเร็ว ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์เป็นรูปแบบการสื่อสารที่ทันสมัย รูปแบบหนึ่ง ที่มีความ สำคัญ คือ 
    1. ทำให้การให้การติดต่อสื่อสารทั่วโลกเป็นไปอย่างรวดเร็วทันที ระยะทางไม่เป็นอุปสรรค
    2.ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์สามารถส่งจดหมายถึงผู้รับที่ต้องการได้ทุกเวลา แม้ผู้รับจะไม่ได้อยู่ที่ หน้าจอคอมพิวเตอร์ก็ตาม 
    3. ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์สามารถส่งจดหมายถึงผู้รับหลาย ๆ คนได้ในเวลาเดียวกัน โดยไม่ต้องเสียเวลา ส่งให้ทีละคน กรณีนี้จะใช้กับจดหมายที่เป็นข้อความเดียวกัน 
    4. การส่งจดหมายทางไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ ช่วยประหยัดเวลาในการเดินทางไปส่ง จดหมายถึงตู้ไปรษณีย์ หรือที่ทำการไปรษณีย์ ประหยัดค่าใช้จ่ายในการส่ง 
     5. ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์นั้น ผู้รับจดหมายสามารถเรียกอ่านจดหมายได้ทุกเวลาตามสะดวก
โปรแกรมของ ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์จะแสดงให้ทราบว่าในตู้จดหมายของผู้รับมีจดหมายกี่ฉบับ มีจดหมายที่อ่านแล้ว และยังไม่ได้เรียกอ่านกี่ฉบับ เมื่ออ่านจดหมายฉบับใดแล้ว หากต้องการลบทิ้งก็สามารถเก็บข้อความ ไว้ในรูปของแฟ้มข้อมูลได้ หรือจะพิมพ์ออกมาลงกระดาษก็ได้เช่นกัน หรืออาจแก้ไข้ข้อความบางอย่างในจดหมายนั้น จากจอภาพแล้วส่งต่อไปยังผู้อื่นได้ด้วย 
      6. ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์สามารถที่จะถ่ายโอนแฟ้มข้อมูล แนบไปกับจดหมายถึงผู้รับได้
      7. ทำให้การแลกเปลี่ยนข่าวสารเป็นไปได้โดยสะดวก รวดเร็ว ทันเวลา และทันเหตุการณ์ จากความสำคัญของไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ สามารถอำนวยประโยชน์ให้กับผู้ใช้อย่างคุ้มค่า
ทำให้ในปัจจุบันไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ แทบจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของสำนักงานทุกแห่งทั่วโลก และในที่สุดเมื่อทุก บ้านมีคอมพิวเตอร์ใช้ สมาชิกในชุมชนโลก ก็จะสามารถติดต่อกันผ่านทางคอมพิวเตอร์ การทำงานตามสำนักงาน หรือสถานที่ต่างๆ จะถูกเปลี่ยนไปสู่การทำงานที่บ้านมากขึ้นโดยการรับส่งงานทางคอมพิวเตอร์ ซึ่งสามารถสร้างฟอร์ม e-mail ไว้ให้เพื่อความสะดวกในการส่งข้อมูล

 ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Mail or E-mail)

       ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือเรียกย่อๆ ว่า E - Mail เป็นวิธีการติดต่อสื่อสารกันบน Internet ที่เป็นมาตรฐาน และเก่าแก่ที่สุด โดยที่สามารถจะส่งเอกสารที่เป็นข้อความธรรมดา จนถึงการส่งเอกสาร แบบมัลติมิเดีย มีทั้งภาพและเสียง ไปรอบโลก ในการให้บริการแบบนี้ ผู้ที่ต้องการส่ง และรับจดหมาย อีเล็กทรอนิกส์ จะต้องมีบัญชีการใช้บริการที่แน่นอน ซึ่งเรียกว่า E-Mail Address คล้ายๆ กับชื่อ-นามสกุล และที่อยู่นั่นเอง
สามารถแบ่งการใช้อีเมล์ตามลักษณะของการให้บริการได้กว้างๆ 3 ลักษณะคือ
     •   อีเมล์สำนักงานเป็นบัญชีการใช้บริการรับ/ส่งอีเมล์ที่หน่วยงาน หรือสำนักงานของผู้ใช้เป็นผู้จัดทำและให้บริการ มีจุดเด่นคือ บ่งชี้ถึงหน่วยงานสังกัดของผู้ใช้ เช่น อีเมล์ของบุคลากรในเนคเทค จะอยู่ในรูปของ ชื่อบุคคล @nectec.or.th ทำให้ทราบได้ทันทีว่าบุคคลนั้นๆ อยู่ในหน่วยงานใด
     •  อีเมล์โดย ISPผู้ใช้อินเทอร์เน็ตหลายท่าน คงไม่มีอีเมล์ที่จัดให้บริการโดยสำนักงาน เนื่องจากความไม่พร้อมของสำนักงานหรือหน่วยงานที่ต้นสังกัด ทางเลือกที่น่าสนใจก็คือ เมื่อผู้ใช้สมัครเป็นสมาชิกอินเทอร์เน็ตจาก ISP ส่วนมาก ISP ก็จะให้บริการอีเมล์ด้วยเสมอ ดังนั้นผู้ใช้จึงสามารถมีอีเมล์ที่ให้บริการโดย ISP เพื่อใช้งานได้เช่นกัน อย่างไรก็ตามอีเมล์แบบนี้ มักจะมีจุดอ่อน คือ
  • ไม่บ่งชี้สถานภาพของบุคคล หรือหน่วยงาน
  • อายุการใช้บริการไม่ยาวนาน โดยผู้ใช้อินเทอร์เน็ต มักจะซื้อบริการที่ถูกที่สุด ดังนั้นเมื่อหมดอายุกับ ISP รายหนึ่ง ก็อาจจะเปลี่ยนเป็นอีกราย (ที่ราคาถูกกว่า) ทำให้อีเมล์เดิมถูกยกเลิกไปทันที ซึ่งเป็นภาระในการติดต่อสื่อสารได้
       อีเมล์ที่ให้บริการฟรีทั่วไป หน่วยงานหรือเว็บไซต์หลายเว็บไซต์ ให้บริการบัญชีอีเมล์ฟรีสำหรับผู้สนใจทั่วไป ดังนั้นผู้ใช้อินเทอร์เน็ตส่วนมาก จึงเลือกใช้อีเมล์ลักษณะนี้ เนื่องจากสมัครได้ง่าย ฟรี และใช้งานได้ทุกที่ ทุกเวลา

  •  การโอนย้ายขอมูลข้ามเครือข่าย
การโอนย้ายข้อมูลข้ามเครือข่าย(File Transfer Protocol: FTP)

     FTP หรือ File Transfer Protocol เป็นบริการโอนย้ายข้อมูลข้ามเครือข้อมูลที่โอนย้ายมีหลายรูปแบบ เช่น ข้อความ เพลง รูปภาพ ภาพเคลื่อนไหว ข่าวสาร โปรแกรมคอมพิวเตอร์ฯลฯ โดยการโอนย้ายข้อมูลจะแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ

     Download คือ การนำข้อมูลจากเครื่องที่ให้บริการ FTP หรือ จากระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตมาเก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา

     Upload คือ การนำข้อมูลจากเครื่องคอมพิวเตอร์ของเราไปไว้ในระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

     การใช้งาน FTP สามารถกระทำได้โดยผ่านโปรแกรมเว็บเบราว์เซอร์ (Web Browser) หรือสามารถทำได้ในรูปแบบของ Text Mode ผ่าน Unix ด้วยคำสั่ง Get , Put หรือ Graphics Mode ผ่าน Microsoft Windows เช่น การใช้โปรแกรม Win FTP Light , Cute FTP (http://www.nectec.or.th/courseware/internet/index.html)

     การใช้บริการ FTP สามารถทำได้ทั้งผู้ที่เป็นสมาชิก FTP Server และบุคคลภายนอกที่ไม่ได้เป็นสมาชิก โดยสามารถเข้าไปใช้บริการได้บางประเภทในนามของ Anonymous FTP

     Anonymous FTP คือ บริการดาวน์โหลดข้อมูลที่เปิดให้บริการแบบสาธารณะโดยมี Login ที่เป็นตัวกลางในการเข้าถึง FTP Server


  •  การบริการใช้เครื่องข้ามเครือข่าย 
     บริการใช้เครื่องข้ามเครือข่าย ด้วยโปรแกรม telnet
        บริการนี้เป็นประโยชน์ และประหยัดค่าใช้จ่าย เนื่องจากการที่ระบบคอมพิวเตอร์ และโปรแกรม ตลอดจนข้อมูลบางอย่าง ต้องใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ ที่มีขีดความสามารถสูงมาก และต้องใช้ข้อมูลจำนวนมาก ดังนั้นถ้าต้องซื้อระบบดังกล่าวมาใช้งานที่ไม่บ่อยนัก อาจจะไม่คุ้มค่า ในการลงทุน และเสียเวลา ดังนั้นการใช้โปรแกรม telnet ที่ทำให้สามารถใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ ที่ห่างไกลออกไปโดยเสมือนอยู่ที่หน้าเครื่องนั้นๆ โดยตรง จึงเป็นโปรแกรมที่จำเป็น อีกโปรแกรมหนึ่งของ Internet ด้วยความสามารถนี้ โปรแกรม Telnet อนุญาตให้คุณทำงานบน เครื่องคอมพิวเตอร์อื่น ที่อยู่บน Internet เช่น การ Compile โปรแกรม หรือการสั่งให้โปรแกรมทำงาน ที่ไม่สามารถทำงานบนเครื่องที่ใช้งานอยู่ ตัวอย่างเช่น โปรแกรมที่มีความซับซ้อนมากๆ ในการคำนวน ไม่สามารถที่จะใช้เครื่องที่อยู่บนโต๊ะ (PC or Work Station แบบปกติ) ได้ ต้องส่งโปรแกรมไปทำงานบน Super Computer โดยใช้โปรแกรม Telnet เพื่อเชื่อมกับ Super Computer กับเครื่องของเรา และ run โปรแกรมนั้น ก็จะทำให้เครื่องแบบตั้งโต้ะ มีความสามารถเท่ากับ Super Computer ทีเดียว โดยสรุป Telnet มีประโยชน์คือ
  • การใช้ไปใช้ทรัพยากรของคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น
  • การค้นและโอนข้อมูลระหว่างคอมพิวเตอร์ แม้จะต่างระบบ
  • การตรวจเมล์ (E-Mail) หรือบริการอื่นๆ กรณีที่ต้องใช้เครื่องอื่น โดยเฉพาะในระบบ Text Mode

  •  บริการค้นคว้าหาข้อมูลข้ามเครือข่าย
บริการค้นข้อมูลข้ามเครือข่าย
เนื่องจากมีความพยายามที่จะจัดตั้งระบบ Electronic Library หรือห้องสมุดเครือข่ายคอมพิวเตอร์ จึงมีการพัฒนาระบบดังกล่าว เพื่อทำเมนูในการค้นคว้า หาข้อมูลที่ต้องการ ได้แก่
  • Archie
    • เป็นวิธีการแบบง่าย ในการที่จะค้นหาสารสนเทศ ในลักษณะของ anonymous ftp พัฒนาจากมหาวิทยาลัย Mc Gill ใน Montreal ประเทศแคนาดา โปรแกรมนี้เป็นความพยายามอันแรก ที่จะใช้ระบบ Internet เป็น Catalog เพื่อเก็บและเผยแพร่ข้อมูล สารสนเทศบนเครือข่าย คุณสามารถส่งคำถาม ไปยังเครื่องที่บริการด้วย E-mail และเครื่องบริการก็จะตอบคำถามกลับมา
  • Gopher
    • พัฒนาจากมหาวิทยาลัย Minnesota เป็นวิธีการซึ่งสามารถที่จะค้นหา และ รับข้อมูลแบบง่าย บน Internet โดยไม่ยุ่งยาก และสามารถรับข้อมูลได้หลาย แบบ เช่น ข้อความ เสียง หรือภาพ Gopher นั้น ทำงานผ่านเครือข่ายโดยอัตโนมัติ โดยมีตัวให้บริการ อยู่ทั่วไปบน Internet แต่ละตัวให้บริการ จะเก็บข้อมูลของตนเอง รวมถึงการเชื่อมโยงไปยังตัวให้บริการอื่นๆ ในการเข้าถึง Gopher ด้วย Gopher name
  • Veronica
    • มาจากคำว่า Very Easy Rodent-Oriented Net-oriented Index to Computerized Archives ซึ่งพัฒนาจาก มหาวิทยาลัยแห่ง Nevada ซึ่งจะใช้การค้นหาด้วย Key Word ในทุกๆ ตัวให้บริการ และทุกๆ เมนู หรือเรียกอีกแบบหนึ่งได้ว่า เก็บดัชนีของทุกๆ ตัวให้บริการ ไว้ที่ Veronica
  • WAIS
    • มาจากคำว่า Wide Area Information Sever สามารถใช้โปรแกรมนี้ ในการค้นหาแหล่งข้อมูล โดยใช้ภาษาแบบปกติ ไม่ต้องใช้โปรแกรมภาษาพิเศษ หรือภาษาของฐานข้อมูลในการค้น WAIS ทำงานโดยการรับคำร้อง ในการค้นและเปรียบเทียบ ในเอกสารต้นฉบับว่าเอกสารใด ตรงกับความต้องการ และส่งรายการทั้งหมดมายังผู้ที่ต้องการ 

  • บริการสนทนาออนไลน์ ( Chat )

....บริการสนทนาออนไลน์....

       บริการสนทนาออนไลน์ หรือที่เรียกว่า Chat (IRC - Internet Relay Chat) หรือเรียกว่า Talk เป็นบริการที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูงในปัจจุบัน โดยผู้ใช้บริการสามารถคุยโต้ตอบ (ทั้งโดยการพิมพ์ และพูด) กับผู้อื่นๆ ในเครือข่ายได้ในเวลาเดียวกันปัจจุบันบริการนี้ ได้นำมาประยุกต์ใช้กับการประชุมทางไกล (VDO Conference) โดยอาศัยอุปกรณ์เสริมต่างๆ เช่น กระดานสนทนา, ไมโครโฟน, กล้องส่งภาพขนาดเล็กเป็นต้น 
  • กระดานข่าว ( Bulletin Boaed Dystem:BBS ) 
     กระดานข่าวอิเล็กทรอนิกส์ (อังกฤษ: Bulletin Board System) หรือ บีบีเอส (BBS) เป็นระบบคอมพิวเตอร์ที่รันซอฟต์แวร์ที่อนุญาตให้ผู้ใช้หลาย ๆ คน ใช้คอมพิวเตอร์และโปรแกรมเทอร์มินัลติดต่อเข้าไปในระบบ ผ่านทางโมเด็มและสายโทรศัพท์. โดยในระบบจะมีบริการต่าง ๆ ให้ใช้ เช่น ระบบส่งข้อความระหว่างผู้ใช้ (คล้าย จดหมายอิเล็กทรอนิกส์ในอินเทอร์เน็ตปัจจุบัน แต่รับส่งได้เฉพาะภายในระบบเครือข่ายสมาชิกเท่านั้น) ห้องสนทนา บริการดาวน์โหลดซอฟต์แวร์ และกระดานแจ้งข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ เป็นต้น  บีบีเอสส่วนใหญ่เปิดให้บริการฟรี โดยสมาชิกจะสามารถเข้าใช้ระบบได้แต่ละวันในระยะเวลาจำกัด บีบีเอสมักจะดำเนินการในรูปของงานอดิเรกของผู้ดูแลระบบ หรือที่เรียกกันว่า ซิสอ็อป (SysOp จากคำว่า system operator)
     บีบีเอสส่วนในเมืองไทยมีขนาดเล็ก มีคู่สายเพียง 1 หรือ 2 คู่สายเท่านั้น บางบีบีเอสยังอาจเปิดปิดเป็นเวลาอีกด้วย บีบีเอสขนาดใหญ่ที่ได้รับความนิยมมากในสมัยก่อนได้แก่ ManNET ซึ่งมีถึง 8 คู่สายและเปิดบริการตลอด 24 ชม. ManNET ดำเนินการโดยแมนกรุ๊ป ผู้จัดทำนิตยสารคอมพิวเตอร์รายใหญ่ในยุคนั้น. นอกจากนี้ยังมีบีบีเอส CDC Net ของ กองควบคุมโรคติดต่อ (กองควบคุมโรค ในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นบีบีเอสระบบกราฟิกรุ่นบุกเบิกของประเทศไทย
     ในปัจจุบัน บีบีเอสมีบทบาทน้อยลงไปมาก เนื่องจากความแพร่หลายและข้อได้เปรียบหลายประการของ อินเทอร์เน็ต และ เวิลด์ไวด์เว็บ. ในประเทศญี่ปุ่น คำว่า บีบีเอส อาจจะใช้เรียกกระดานข่าวอิเล็กทรอนิกส์บนอินเทอร์เน็ตด้วย. แต่สำหรับเมืองไทยแล้ว นิยมเรียกกระดานข่าวเหล่านี้ว่า เว็บบอร์ด มากกว่า

  •  การค้าอิเล็กทรอนิกส์ ( E-Commeerce ) 
 การค้าพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce)
           ในยุคที่เทคโนโลยีสารสนเทศมีพัฒนาการอย่างก้าวกระโดดทุกสาขาอาชีพล้วนแล้วแต่นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพการทำงาน การค้าขายก็เช่นเดียวกัน ได้มีการนำระบบอินเทอร์เน็ตมาใช้เพื่อการค้ามากยิ่งขึ้นและมีแนวโน้มที่จะใช้มากยิ่งขึ้น การนำระบบสารสนเทศทางธุรกิจมาใช้ในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งได้แก่ การค้าทางพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce) มาใช้เพื่อให้การซื้อ-ขายสามารถดำเนินการได้ตลอดเวลา และไม่จำกัดด้านระยะทางอีกด้วยความหมายของการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (E-commerce)

          พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หมายรวมถึงการค้าทุกประเภทที่กระทำผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ในขณะที่หลายคนอาจจะนึกถึงเฉพาะการค้าบนเว็บอย่างเดียว แต่จริง ๆ แล้วการค้าขายโดยผ่านทางเครื่องแฟกซ์ โดยเราแฟกซ์เอกสารขายตรงออกไป และลูกค้าแฟกซ์ใบสั่งซื้อเข้ามาก็ถือเป็น E-commerce หรือการขายตรงทางทีวียิ่งชัดเจนมากขึ้น เช่น การเสนอขายสินค้าผ่านทางทีวีก็ถือเป็นแบบ E-commerce ได้เช่นกัน (ศูนย์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์, 2544)จะเห็นได้ว่า   การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ หมายถึง การประกอบธุรกิจ ซื้อขายสินค้าผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งที่นิยมได้แก่อินเทอร์เน็ต โดยที่ผู้ซื้อและผู้ขายไม่จำเป็นต้องเห็นหน้ากัน และสามารถติดต่อโอนเงินผ่านอิเล็กทรอนิกส์การค้าแบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการค้าแบบ E-business หรือการประยุกต์อินเทอร์เน็ตในการดำเนินธุรกิจ โดยทั่วไปแล้วหมายถึงการค้าแบบ "ซื้อมา-ขายไป" ในส่วนของหน้าร้าน (front office) ซึ่งมีหลายแบบ ได้แก่
          1. การค้าระหว่างองค์กรธุรกิจกับองค์กรธุรกิจ (Business to Business (B-to-B)) เป็นการค้าขนาดใหญ่ระหว่างองค์กรกับองค์กร ซึ่งโดยทั่วไปจะเป็นการสินค้าส่งออก นำเข้าหรือค้าส่งที่ต้องส่งสินค้าเป็นล็อต (lot) ขนาดใหญ่ ซึ่งการชำระเงินจะผ่านระบบธนาคาร เช่น T/T, L/C หรือเช็ค เป็นต้น
          2. การค้าระหว่างองค์กรธุรกิจกับผู้บริโภค (Business to Consumer (B-to-C)) เป็นการค้าปลีกไปยังผู้บริโภคทั่วโลก หรือภาย ในท้องถิ่นของตน ในส่วนนี้อาจจะรวมการค้าปลีกแบบล็อตใหญ่หรือเหมาโหลหรือค้าส่งขนาดย่อยไว้ด้วย ซึ่งการชำระเงินโดยส่วนใหญ่จะเป็นการชำระผ่านระบบบัตรเครดิต แต่อย่างไรก็ตาม การค้าแบบ B-to-C นี้มักทำให้เกิดกาค้าแบบ B-to-B ในอนาคตได้ และหลายบริษัท มักทำกิจกรรมสองอย่างนี้ในคราวเดียวกัน
          3. การค้าระหว่างผู้บริโภคด้วยกัน (Consumer to Consumer (C-to-C)) เป็นการค้าปลีกระหว่างผู้ใช้อินเทอร์เน็ตด้วยกัน เช่น อาจจะเป็นการขายสินค้าหรือข้าวของเครื่องใช้ที่ใช้งานแล้ว รวมทั้งการเปิดประมูลเพื่อขายข้าวของเครื่องใช้ของตนเองด้วย การแบ่งกลุ่มข้างต้นนี้ ถือเป็นแนวทางคร่าว ๆ ให้เราได้ตัดสินใจว่า จะเลือกเดินในทางใดในการทำธุรกิจบนเว็บ ซึ่งถือเป็นการเลือกคู่ค้าไปในตัว ความจริงแล้วเราอาจจะแบ่งกลุ่มได้มากกว่านี้ ขึ้นอยู่กับรายละเอียดที่นำมาใช้ในการจัดรูปแบบ เช่น หากทำการค้าขายกับองค์กรของรัฐบาลอาจจะเรียกเป็น Business-to-Government ก็ได้ หรือหากค้าขายกับองค์การที่ไม่ค้ากำไรก็อาจเรียกเป็นการค้าแบบ Business-to-NGO--Non Government Organization หรืออาจจะขายตรงไปยังผู้ค้าส่งก็เรียกว่า Business-to-Wholesaler เป็นต้น
การทำธุรกิจแบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-business)

          การทำธุรกิจแบบอิเล็กทรอนิกส์ (E-business) หมายถึง การดำเนินธุรกิจโดยอาศัยเทคโนโลยีด้านอิเล็กทรอนิกส์ หรืออินเทอร์เน็ตเป็นสื่อกลาง โดยมีการประยุกต์ใช้ในทุกกิจกรรมทั้งในส่วนของหน้าร้าน (front office) หรือเว็บไซต์ที่ใช้ในการติดต่อค้าขายและหลังร้าน (back office) หรือระบบจัดการภายใน ไม่ว่าจะเป็นระบบคลังสินค้า ระบบบัญชี ระบบการเงินหรือแม้แต่ระบบการผลิต รวมทั้งการเชื่อมต่อกับระบบการค้ากับองค์กรภายนอกด้วย อาทิเช่น กับธนาคารโดยใช้ระบบ e-Banking หรือ suppliers โดยผ่าน ระบบ e-supply chain ทั้งนี้โดยอาศัยสื่อทั้งในรูปของ Internet และ Extranet และ/หรือ Virtual Private Network--VPN ที่ทำงานเฉพาะกลุ่มที่มีการรักษาความปลอดภัยเป็นพิเศษ (ศูนย์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์, 2544)

       จุดประสงค์หลักของการนำเอาระบบอินเทอร์เน็ตเข้าไปประยุกต์ใช้ในการบริหารงานด้านต่าง ๆ หรือในทุกส่วนของ กระบวนการธุรกิจนี้เพื่อ
          1. ลดต้นทุน การลดต้นทุนในการติดต่อสื่อสารโดยใช้อีเมล์แทนการใช้โทรสาร ลดค่าพิมพ์แคตตาล็อคสินค้า ลดค่าออกใบเสร็จรับเงิน ลดเวลาการตัดสต็อกในคลังสินค้า ประหยัดเวลาในการบันทึกบัญชี และลดค่าใช้จ่ายในการวางแผนการผลิต
          2. ประหยัดเวลา ทั้งนี้เพราะทุกอย่างสามารถทำงานได้เอง โดยผ่านเครือข่ายโดยอัตโนมัติทำให้กระบวนการบริหารงานเป็นไปอย่าง รวดเร็ว ไม่ต้องใช้คนมางานที่ซ้ำซ้อนเหมือนอย่างที่ผ่านมาแต่อย่างใด
          3. เพิ่มประสิทธิภาพ เนื่องจากการทำงานได้รวดเร็วขึ้น และทำได้ถูกต้องแม่นยำ เพราะลูกค้าเป็นผู้ป้อนข้อมูลต้องสั่งซื้อสินค้าเพียงคนเดียว และจุดเดียว ซึ่งข้อมูลทั้งหมดสามารถทำไปออกใบเสร็จรับเงินได้ บันทึกบัญชีได้ หรือสั่งซื้อวัตถุดิบได้ทั้งหมด
          4. ขยายตลาด ทั้งนี้เพราะการต่อเชื่อมระบบอินเทอร์เน็ตจักทำให้เราสามารถนำเสนอสินค้าออกสู่ตลาดโลกได้อย่างรวดเร็วขึ้น เพราะจำนวนผู้ใช้อินเทอร์เน็ตกว่า 400 ล้านคน เป็นนักธุรกิจมากกว่า ร้อยละ 80

 

บทที่ 2 การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

  •  การปรับแต่งคอมพิวเตอร์สำหรับการใช้งานอินเทอร์เน็ต 
       สำหรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตดพื่อใช้งานภายในบ้าน จำเป็นต้องมีส่วนประกอบสำคัยที่สามารถเชื่อมต่อระหว่างผู้ใช้กับผู้บริการอินเทอร์เน็ต เพราะการใช้งานอินเทอร์เน็ตนั้น จะต้องเกิดการเชื่อมต่อของทั้งสองฝั่งก่อนจึงสามารถใช้งานได้ ซึ่งประกอบด้วยส่วนประกอบที่สำคัญ ดังต่อไปนี้
          1. อุปกรณ์คอมพิวเตอร์
          2. โมเด็ม (Modem)
       3. โปรแกรมสำหรับใช้งานอินเตอร์เน็ต
          4. วิธีการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
          5. การเลือกผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต (ISP)  
อุปกรณ์คอมพิวเตอร์ 
           1. เมนบอร์ด เครื่องคอมพิวเตอร์ที่ใช้ควรมีประสิทธิภาพพอสมควรในปัจจุบันคอมพิวเตอร์ที่ใช้งานโดยทั่วไป จะมีซีพียูรุ่น Celeron,Penrium IV และ AMD
           2.หน่วยความจำแรม (RAM) การเลือกหน่วยความจำแรมจะขึ้นอยู่กับระบบปฏิบัติการที่ใช้ แต่อย่างน้อยไม่ควรต่ำกว่า 64-128 MB
           3.จอภาพและการ์ดแสดงผล จอภาพสามารถแสดงผลได้ตั้งแต่ 256 สีขึ้นไป ความละเอียดไม่ควรต่ำกว่า 800 x 600 pixels
           4.ระบบมัติมิเดีย คือการ์ดเสียงพร้อมลำโพง หรือถ้าใช้โทรศัพท์ผ่านอินเตอร์เน็ตก๊จะต้องมีไมโครโฟรด้วย

วิธีเปิดโปรแกรม Internet Explorer และเว็บไซต์ที่ต้องการ
1. คลิกที่ปุ่ม Start
2. เลือกเมนู Program
3. คลิกเลือกโปรแกรม Internet Explorer
4. ปรากฏหน้าเว็บไซต์ที่เป็นหน้าแรก
5. พิมพ์ URL หรือเว็บไซต์ที่ต้องการในช่อง Address 
           หรืออีกวิธีหนึ่ง คือ เลือกที่ไอคอน ที่หน้า Desktop ก็จะปรากฏหน้าเว็บเช่นกัน  จากนั้นก็สามารถระบุ URL หรือชื่อเว็บไซต์ที่ต้องการลงในช่อง Address ได้เลย ทั้งนี้ไม่จำเป็นต้องพิมพ์ http:// นำหน้า เพราะโปรแกรมจะจัดเตรียมและตั้งค่าไว้เรียบร้อยแล้ว
    ส่วนประกอบ / ลักษณะโปรแกรม Internet Explorer
แถบชื่อเรื่อง (Title Bare)   แถบเมนู (Menu Bar)  แถบเครื่องมือ (Tool Bar)
แถบที่อยู่ Address เพื่อพิมพ์ URL ที่ต้องการ  หน้าเว็บไซต์ที่ปรากฏ
               
แถบเครื่องมือ

ย้อนดูหน้าเว็บที่ผ่านมา  หยุดแสดงข้อมูล  กลับหน้าเว็บแรก   เก็บเว็บเพจที่ชอบ   ส่งจดหมาย     สร้าง/แก้ไขเว็บเพจด้วยโปรแกรม
          ดูหน้าเว็บต่อไป      การดึงข้อมูลใหม่    ไปหน้าเครื่องมือค้น     ดูเว็บที่เคยเข้า      สั่งพิมพ์ข้อมูล       เข้ากลุ่มสนทนา
          

(รูปภาพประกอบ - Screenshot)


             BeFaster (โปรแกรม ปรับแต่งการใช้งานอินเตอร์เน็ต ให้ดูเป็นเรื่องง่าย) : แทบจะไม่ต้องอธิบายอะไรมากมายสำหรับโปรแกรมนี้เพราะดูจากรูปก็คงจะทราบกันดีว่ามันคือโปรแกรมปรับแต่งอินเตอร์เน็ต ความสามารถที่โดดเด่นก็คือ การปรับแต่งที่เรียบง่ายไม่มีอะไรมากมาย มีแต่พอจำเป็นจึงเหมาะสำหรับผู้ที่ เริ่มต้นที่ต้องการจะปรับแต่งด้วยตนเอง และมีตัวเลือกช่วยปรับให้เหมาะสมได้โดยง่ายจึงเป็นที่นิยมในไทยอย่างมาก  
              
    •  การติดตั้งโปรแกรมเชื่อมต่อแบบ Dial-up connection
    สำหรับ Windows XP
    1. กดปุ่ม Start เลือก Control Panel จากนั้นดับเบิ้ลคลิก Network and Internet Connection
    2. ดับเบิ้ลคลิก Network Connections
    3.ดับเบิ้ลคลิก Create a new connection จากรายการทางด้านซ้าย
    สำหรับ Windows XP แบบ Classic : 
    1.กดปุ่ม Start จากนั้นเลือก Control Panel 
    2.ดับเบิ้ลคลิก Network Connections
    3.ดับเบิ้ลคลิก Create a new connection จากรายการด้านซ้าย 
    4.จะแสดงหน้าต่าง Welcome to the Network Connection Wizard กดปุ่ม Next
    5 . เลือกรายการ Connect to The Internet จากนั้นกดปุ่ม Next
    6. เลือกหัวข้อ Set Up My Connection Manually จากนั้นกดปุ่ม Next
    7.เลือกหัวข้อ Connect Using A Dial-Up Modem จากนั้นกดปุ่ม Next
    8. พิมพ์ชื่อที่ต้องการตั้งสำหรับการเชื่อมต่อ เช่น Rally จากนั้นกดปุ่ม Next
    9. ในช่อง Phone Number to Dial พิมพ์ หมายเลขโทรศัพท์  074316477 จากนั้นกดปุ่ม Next
    10. สำหรับ On Internet Account Information
         พิมพ์รหัสผ่าน ในช่อง User คือ  moi
         พิมพ์รหัสผ่าน ในช่อง password  คือ moinet และ Confirm password
         นำเครื่องหมายถูกหน้าหัวข้อ Use the account name and password when anyone connects to the Internet from this computer                 
         ออกนำเครื่องหมายถูกหน้าหัวข้อ Make this the default Internet Connection ออก
         นำเครื่องหมายถูกหน้าหัวข้อ Turn on Internet Connection Firewall for this connection จากนั้นกดปุ่ม Next
    11 เสร็จสิ้นการสร้าง Internet Connection กดปุ่ม Finish จากนั้นจะพบไอคอนสำหรับเชื่อมต่อ
    12 สำหรับการติดตั้งค่าเพิ่มเติม คลิกขวาที่ Connection Icon กดปุ่ม Properties
    จะเห็นข้อมูลที่ได้ติดตั้งค่าไว้ในเบื้องต้น แสดงรายการโมเด็มที่ใช้งาน (หากมีโมเด็มมากกว่าหนึ่งเครื่อง จะแสดง รายการทั้งหมด) กดปุ่ม Configure
    13 ตั้งค่า Maximum speed (bps) เป็น 57600 จากนั้นกดปุ่ม OK
    14  เลือกหน้าต่าง Networking ในหัวข้อแรกตั้งค่า PPP: Windows 95/98/NT4/2000, Internet สำหรับส่วนที่สองสำหรับเลือก protocol
    สำหรับใช้งาน เลือกหัวข้อ   Internet Protocol (TCP/IP) กดปุ่ม OK จะกลับสู่ไอคอนสำหรับเชื่อมต่อ
    การติดตั้ง Dial-up Adapter และ Protocol TCP/IP
          การใช้งานอินเตอร์เนตประเภท Dial-up หรือ การหมุนโมเด็มเข้าศูนย์ให้บริการจำเป็นจะต้องมี Dial-up Adapter     และTCP/IP Protocol เสียก่อน ดังนั้นท่านต้องติดตั้ง 2 อย่างนี้ก่อน ดังนี้ คือ
         เข้าไปที่ start>settings>control panel>network เพื่อแสดงกล่องโต้ตอบ
      Network
     ติดตั้ง Dial-up Adapter   คลิก Add เลือก Adapter คลิก Add เลือก Microsoft>Dial-up Adapter แล้วคลิก OK
         เตรียมต่อคอมพิวเตอร์เข้าสู่อินเตอร์เนต
         เปิด My computer ดับเบิลคลิก Dial-up Networkingเจะพบกับหน้าต่าง Dial-up Networking
    Double click ที่ Make New Connection
    ตั้งชื่อ ไอคอนการเชื่อมต่อที่ช่องบน อาจตั้งชื่อตามผู้ให้บริการอินเตอร์เนต เช่นในตัวอย่างนี้ใช้เป็น Intranet Songkhla     ช่องล่างจะเป็นรุ่นของ modem ที่ใช้อยู่ คลิกที่ปุ่ม Configure เพื่อปรับแต่ง modem  หน้าต่างนี้ แสดงคุณสมบัติของ modem คือ Port ที่เชื่อมต่ออยู่,ระดับความดังของเสียงขณะที่ทำการหมุน และ    Maximum Speed หรืออัตราการถ่ายโอนข้อมูล ให้ปรับ Maximum Speed ตามมาตรฐานของ modem    เช่น modem 56 Kbps ก็ให้ปรับเป็น 57600 Kbps เป็นต้น เสร็จแล้วคลิกที่ปุ่ม OK    ในช่อง Area Code ไม่ต้องกรอก กรณีท่านที่ใช้โทรศัพท์สายภายในที่ต้องตัดเบอร์ก่อนโทรออก ให้ใส่หมายเลขที่ใช้ตัดก่อนแล้วตามด้วย  ,  (เครื่องหมายคอมม่า) และตามด้วยเบอร์ปกติ เช่น 9,074316477 คลิกปุ่ม Next>    คลิกปุ่ม Finish จะได้  Icon ของจุดเชื่อมต่อชื่อ IntranetSongkhla าดังภาพข้างล่าง     การเซตค่าต่างๆของจุดเชื่อมต่อไปยังศูนย์บริการอินเตอร์เน็ต
         คลิกขวาที่ Icon Khonkaen Internet เลือก Properties เพื่อกำหนดค่าต่างๆในการเชื่อมต่อ
    คลิกที่แท็ป Server Types จะปรากฎหน้าต่างดังภาพ ที่ช่อง Type of Dial-up Server: ให้เลือกชนิดของ Server    เป็น PPP:internet,WindowsNT Server,Windows9X   ด้านล่างจะมีเครื่องหมายถูกอยู่บางช่อง ให้ใส่เครื่องหมายถูกแค่ 2 ตำแหน่งคือหน้าข้อ Enable Software Compression
        และหน้าข้อ TCP/IP ส่วนข้ออื่นๆไม่ต้องเลือกเพราะสิ่งที่จำเป็นหรับการเชื่อมต่อแค่นี้ก็พอแล้ว ถ้ายิ่งเลือกหลายข้อจะมีส่วน    ให้การเชื่อมต่อช้าลง คลิกที่ปุ่ม TCP/IP Setting… จะปรากฎหน้าต่าง TCP/IP Settings ซึ่งจะเป็นการกำหนดแบบอัตโนมัติให้ท่านเซตค่าต่างๆตามนี้ เสร็จแล้วคลิกปุ่ม OK

    1.กดปุ่ม Start เลือกControl Panel จากนั้น ดับเบิ้ลคลิกที่ Printer and Other Hardware
    2. ดับเบิ้ลคลิกที่ Phone and Modem Options
    3. เลือกหน้าต่าง Modem ทางด้านบน
    4.กดปุ่ม Add
    5. แม้ว่าด้วยความสามารถของ Windows XP สามารถทำการติดตั้งโมเด็มได้ด้วยตัวเอง แต่ในบางกรณีอาจได้ค่าที่ไม่ถูกต้อง หากเป็นเช่นนั้นควรเลือกที่หัวข้อ Don't detect my modem; I will select it from a list จากนั้นกดปุ่ม Next
    6.หน้าต่างต่อมา เลือกบริษัทผู้ผลิตโมเด็มจากรายการทางด้านซ้าย และเลือกรุ่นของโมเด็มจากรายการทางด้านขวา หากไม่พบรายการของโมเด็มที่คุณต้องการ หรือมีแผ่นสำหรับติดตั้งโมเด็ม ซึ่งมาพร้อมกับโมเด็ม กดปุ่ม Have Disk จากนั้นกดปุ่ม Next
    7.ใส่แผ่นติดตั้งเข้าสู่คอมพิวเตอร์ และเลือกตำแหน่งสำหรับแผ่นติดตั้ง หากแผ่นติดตั้งเป็น floppy disk เลือก A:\ หากแผ่นติดตั้งเป็น CD-ROM ต้องเลือกตำแหน่งสำหรับ CD-ROM ให้ถูกต้อง ซึ่งอาจเป็น D:\ หรือตำแหน่ง อื่นในเครื่องคอมพิวเตอร์
    8.กดปุ่ม OK จากนั้นเลือกตำแหน่งสำหรับไฟล์ที่ใช้ติดตั้งค่าดมเด็ม ไฟล์ติดตั้ง จะกำหนดค่าของอุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ เช่น โมเด็ม หรือปริ้นเตอร์ ไฟล์สำหรับติดตั้งโมเด็มจะมี นามสกุลเป็น .inf ซึ่งอาจอยู่ในแฟ้มย่อยในแผ่นติดตั้ง หากพบปัญหาในการค้นหาตำแหน่งของไฟล์ติดตั้ง กรุณาตรวจสอบ กับคู่มือที่มาพร้อมกับโมเด็ม
    9.เลือกไฟล์ติดตั้งที่ต้องการ จากนั้นกดปุ่ม Next
    10.เลือกportสำหรับต่อดมเด็มแล้วกดปุ่มNextหากพบปัญหาในการเลือกport สามารถตรวจดูด้านหลังคอมพิวเตอร์ ซึ่งจะแสดงหมายเลขของแต่ละ port หรือหากยังไม่ทราบสามารถอ่านได้จากคู่มือของเครื่องคอมพิวเตอร์เพิ่มเติม
    11.เสร็จสิ้นการติดตั้งโมเด็มกดปุ่ม Finish จะกลับสู่หน้า Modem And Phone Options
    12.กดปุ่ม OK เพื่อปิดหน้าต่าง Phone and Modem Options



    •  การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
    การเชื่อมต่ออินเทอร์เนตสามารถเชื่อมต่อได้สองลักษณะด้วยกันได้แก่ 
    ส่วนใหญ่การเชื่อมต่อแบบหมุนโมเด็ม (Remote Access) จะเป็นการเชื่อมต่อมาจากทางบ้าน และการเชื่อมต่อแบบ LAN จะเป็นการเชื่อมต่อภายในองค์กร โดยจะขอกล่าวถึงการเชื่อมต่อแบบหมุนโมเด็มก่อน ดังนี้
    การเชื่อมต่อโดยหมุนโมเด็ม (Remote Access)
    การเชื่อมต่ออินเทอร์แบบนี้สิ่งที่จำเป็นจะต้องมีได้แก่
              1.การขออนุญาตและเสียค่าบริการให้ผู้บริการอินเทอร์เน็ต Internet Service Provider (ISP)
    หรือที่สถาบันที่ท่านศึกษา หรือหน่วยงานที่ท่านทำงานอยู่
    โดยสิ่งที่ได้คือ ชื่อผู้ใช้ (Internet Account ) และรหัสผ่าน (Password)

                              
              2.สายโทรศัพท์
              3.โมเด็ม อาจจะเป็น Internal Modem หรือ External Modemเครื่องคอมพิวเตอร์โปรแกรมสื่อสารข้อมูล (Communication Program)
              
        ขั้นตอน
              1. เข้ามาที่ เริ่ม Start => Setting => Dial-Up Networking  ตามลำดับ ดังภาพ
              2.จะได้กรอบ Dial-Up Networking ให้ดับเบิลคลิกที่ Make New Connect  ดังภาพ
              3.ที่กรอบ Make New Connect นี้ ในช่อง Type a name for the computer you are dialing ให้ตั้งชื่อหน่วยงานหรือ ISP ที่ต้องการต่อเชื่อมอินเทอร์เนต แล้วคลิกปุ่ม Next
              4.จากนั้นกำหนดหมายโทรศัพท์ที่หน่วยงานกำหนดให้สามารถต่อเชื่อมอินเทอร์เนตได้
    ในช่อง Area code กำหนดรหัสทางไกล และช่อง Telephone กำหนดหมายเลขโทรศัพท์
    แล้วกดปุ่ม Next
              5.มาถึงตอนนี้ก็เป็นอันเสร็จขั้นตอนการกำหนดให้เครื่องคอมพิวเตอร์หมุนโมเด็ม
    ให้คลิกปุ่ม Finish
              6.ท่านก็จะได้ Icon เพื่อการหมุนโมเด็มเพื่อติดต่ออินเทอร์เนต ดังภาพ
                7. มาถึงตอนนี้ก็จะเป็นหมุนโมเด็มเพื่อเชื่อมต่ออินเทอร์เนต โดยการดับเบิลคลิกที่ Icon NU University ดังกล่าว
    ในช่อง User name ให้ท่านใส่ User name ที่ได้รับจากหน่วยงานหรือ ISP
    ในช่อง Password ให้ใส่ Password ที่ได้รับเช่นกัน
    เรียบร้อยให้คลิกปุ่ม Connect
              8.จากนั้นคอมพิวเตอร์ก็จะทำการหมุนโมเด็มเพื่อเชื่อมต่อระบบอินเทอร์เนต
    หากสามารถเชื่อมต่อได้ ท่านก็สามารถใช้บริการอินเทอร์เนตได้
              9. เป็นไปได้ในบางครั้งคู่สายอาจจะไม่ว่าง เนื่องจากมีผู้ใช้อินเทอร์เนตมาก
    เราก็จำเป็นต้องหมุนใหม่ โดยการคลิกที่ปุ่ม Connect อีกครั้ง
        เท่านี้ก็เป็นอันเสร็จสิ้นขั้นตอนการเชื่อมต่ออินเทอร์เนตโดยหมุนโมเด็ม (Remote Access)
    หากท่านไม่สามารถใช้บริการได้ก็ขอให้ติดต่อกับผู้ให้บริการ System Admin ได้โดยตรง
    ต่อไปจะได้กล่าวถึงการเชื่อมต่ออินเทอร์เนตในระบบ LAN


    •   การยกเลิกการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
                การยกเลิกการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต
    ถ้าคุณใช้การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านสายโทรศัพท์ คุณต้องยกเลิกการเชื่อมต่อทุกครั้งที่เสร็จสิ้นการใช้อินเทอร์เน็ต ถ้าคุณใช้การเชื่อมต่อแบบบรอดแบนด์ คุณจะเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอยู่เสมอ ไม่ว่าจะใช้เว็บหรือไม่ก็ตาม ดังนั้นเมื่อคุณปิดเว็บเบราว์เซอร์ คอมพิวเตอร์ของคุณจะยังคงเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอยู่

        การยกเลิกการเชื่อมต่อจากการเชื่อมต่อผ่านสายโทรศัพท์  

        คลิกไอคอน การเชื่อมต่อรูปภาพของไอคอนการเชื่อมต่อ ในพื้นที่แจ้งให้ทราบ ให้คลิกชื่อการเชื่อมต่อ แล้วคลิก ยกเลิกการเชื่อมต่อ

        การปิดใช้งานการเชื่อมต่อแบบบรอดแบนด์

        แม้ว่าการเชื่อมต่อแบบบรอดแบนด์จะเปิดอยู่เสมอ แต่ในบางครั้งคุณอาจจำเป็นต้องปิดใช้งานเพื่อการแก้ไขปัญหา
    1. เปิด 'การเชื่อมต่อเครือข่าย' ด้วยการคลิกปุ่ม เริ่มรูปภาพของปุ่ม 'เริ่ม' แล้วคลิก แผงควบคุม ในกล่องค้นหา ให้พิมพ์ อะแดปเตอร์ จากนั้นภายใต้ 'ศูนย์เครือข่ายและการใช้ร่วมกัน' ให้คลิก ดูการเชื่อมต่อเครือข่าย
    2. คลิกขวาที่การเชื่อมต่อแบบบรอดแบนด์ แล้วคลิก ปิดใช้งาน ต้องการสิทธิระดับผู้ดูแล ถ้าคุณได้รับพร้อมท์ให้ใส่รหัสผ่านของผู้ดูแลหรือการยืนยัน ให้พิมพ์รหัสผ่านหรือทำการยืนยัน

    แบบประเมินผลการเรียนรู้หน่วยที่ 2

        1. การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตสำหรับการใช้งานภายในบ้าน อุปกรณ์ชนิดใดที่ไม่มีความจำเป็น
                 ก. เครื่องคอมพิวเตอร์
                 ข. โมเดม
                 ค. ผู้ให้ยริการอินเตอร์เน็ต
                 ง.  อุปกรณ์เครื่องแม่เครื่อข่ายคอมพิวเตอร์
        2. อุปกรณืที่ทำหน้าที่แปลงสัญญาณจากคอมพิวเตอร์ส่งไปทางสายโทรศัพท์ เรียกว่าอะไร
                 ก. โมดูล                  ข. โมเด็ม
                 ค. โมเดม                 ง. โมดูเลเตอรื
        3. โปรแกรมที่ใช้สำหรับการเปิดเว็บเพจที่ใช้งานอินเตอร์เน็ต คือโปรแกรมอะไร
                 ก. Microsogt Word                ข. Internet Options
                 ค. Microsoft Windows           ง. Internet Expiorer
        4. โปรแกรมที่ใช้สำหรับการสือสารบนอินเตอร์เน็ต คือโปรแกรมใด
                 ก. Microsoft Windows  xp      ข. Microsoft  Netmeeting
                 ค. Windows Media Piayer     ง. Internet Ezplorer
        5.การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตรูปแบบใดที่ ไม่เหมาะสม กับการใช้งานภายในบ้าน
                 ก. Dial-up                            ข. ISDN
                 ค. Leased Linc                   ง. ADSL
        6. การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็นเพื่อใช้งานภายในองกรขนาดใหญ่ ควรจะใช้วิธีการเชื่อมต่อรูปแบบใด
                 ก. Dial-up                            ข. ISDN
                 ค. Leased Linc                   ง. ADSL